| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้เรื่องน้ำท่วมตามแหล่งข่าวสารมากมาย แน่นอนว่าผมเองมีความเสี่ยงด้วยเหมือนกัน แต่ก็คงไม่มีใครอยากโดนน้ำท่วมเป็นแน่ ก่อนอื่น… นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบเดือนที่แล้ว ผมลังเลที่จะพิมพ์เรื่องนี้ออกมา เพราะไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง เพราะมันเป็นเรื่องราวของหนึ่งวันที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์มากมายจนผมไม่คิดว่าเวลาหนึ่งวันจะสามารถมีเรื่องราวผ่านมาในชีวิตผมได้เข้มข้นขนาดนี้ หลายคนได้เห็นน้ำท่วมจากในทีวี ภาพในอินเทอร์เน็ต ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ สิ่งนั้นก็คล้ายๆกับเราดูละครนั่นแหละ มันผ่านประสาทสัมผัสของเราได้เพียงแค่ 2 ใน 5 นั่นคือตาดูหูฟังนั่นเอง สำหรับความเข้าใจนั้นก็ตามประมาณ 2 ใน 5 นั่นแหละการจะเข้าใจคนที่เขาประสบอุทกภัยจริงๆ ถ้าไม่ได้ลงไปรับทุกประสบการณ์เหมือนกันกับเขาคงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าเข้าใจ… เรื่องมันมีอยู่ว่า แน่นอนว่า คนเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ผมเองก็มีญาติ กระจายอยู่ตามมุมต่างๆของกรุงเทพ และปริมณฑล ซึ่งก็อยู่ในเขตเสี่ยงน้ำท่วมทั้งนั้น เช่น ดอนเมือง รังสิต จนกระทั่งนนทบุรี การที่มีคนที่ผูกพันกับเราอยู่ใต้ภาวะความเสี่ยง เราก็คงจะไม่สามารถกินอิ่มนอนหลับได้ตามปกติ ความเป็นห่วงนั้นเหมือนเชือกดึงรั้งระหว่างคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง นั่นคือความสัมพันธ์ เอาง่ายๆเรียกกันว่าร่วมทุกข์ การร่วมทุกข์ร่วมสุข ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติของคนที่มีความผูกพันกัน เมื่อน้ำท่วมถึงดอนเมือง มีญาติบางส่วนอพยพหนีน้ำมาที่บ้านผม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ ส่วนจะอยู่ด้วยเหตุผลอะไรนั้น ผมขอละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นและความห่วงกังวลไม่เหมือนกัน ผมไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นคิดได้ทั้งหมด สิ่งที่ผมต้องทำคือเตรียมตัวเตรียมใจในลำดับต่อไป นั่นคือการเข้าไปช่วย หรือส่งความช่วยเหลือเข้าไปในจังหวะที่เกินใจ (ของใคร) จะทนไหว.. และแล้ววันหนึ่งเมื่อถึงเวลาผมก็ได้่รับสัญญาณไว้ ให้เข้าไปช่วยอพยพออกมาได้แล้ว [...]
ดูจะเป็นเรื่องบังเอิญไปสักหน่อยที่ผมจะมาอยู่ที่ สวนสาธารณะจตุจักร หรือสวนจตุจักรตอน ตี 5 ครึ่ง… เช้าของวันนี้ผมมีนัดกับตัวเองที่ตลาดนัดสวนจตุจักร หรือตลาดนัดต้นไม้วันพุธ ที่ต้องออกมาเช้าขนาดนี้เพราะผมยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน เพราะเมื่อคืนก็มาที่ตลาดนัดต้นไม้จตุจักรรอบกลางคืนนี่แหละครับ แล้วก็ไปทำธุระฆ่าเวลานิดหน่อยแล้วก็ค่อยแวะกลับมาอีกที ส่วนจะมาทำอะไรตั้งสองรอบนั้น เดี๋ยวค่อยติดตามกันอีกที มาเล่าเรื่องบรรยากาศยามเช้า ณ สวนจตุจักร กันก่อนดีกว่า ผมมาจอดรถที่สวนจตุจักรเพราะไม่แน่ใจว่าจะเดินนานเท่าไหร่และที่จอดรถก็ยังว่างอยู่ด้วย แม้ว่าจะเดินไกลสักหน่อยแต่ก็ยังฟรีนะ ผมเข้ามาในสวนและจอดฝั่งขวา หลังจากจอดก็เดิน ลงไปเดินเล่นพร้อมถือกล้องไปด้วย อากาศยามเช้าไม่ค่อยสดชื่นสักเท่าไหร่คงเพราะอยู่ในเมือง แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าตอนกลางวัน ผมมองไปรอบด้านเห็นอาม่า อาแปะ อากง อะไรประมาณนี้นั่งจับกลุ่มคุยกัน ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีกิจกรรมสังสรรค์ยามเช้าแบบนี้ด้วย เคยเห็นแต่ตอนสายๆนิดๆเขารำไทเก๊กกัน แต่นี้เหมือนบรรยากาศชุมชนแม่บ้านมาคุยกัน ผมเดินเข้าไปพร้อมความแปลกประหลาด ไม่น่าจะมีคนแต่งตัวแบบผมในเช้าแบบนี้ ผมยังแต่งตัวแบบชุดเมื่อคืนเพราะยังไม่ได้กลับบ้าน นั่นคือเสื้อยืดกางเกงยีนส์ พร้อมกับสะพายกล้่องและกระเป๋ากล้อง ผมเห็นปู่คนหนึ่งที่กำลังเดินด้วย แท่นช่วยเดินที่มีลักษณะสี่ขา ปู่แกมองมาทางผม ผมก็มองไปทางแก แกมองเหมือนไม่เคยเห็นอะไรอย่างนั้นหรือไม่ก็คิดว่าสภาพอย่างผมมาทำอะไรตอนเช้า เพราะช่วงเช้าจะมีแต่คนใส่ชุดออกกำลังกายรองเท้าวิ่งกันมา สวนจตุจักรอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน ตอนนี้คนยังไม่เยอะเท่าไหร่เพราะเพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้นเอง ผมยืนมองผู้คนวิ่งจ๊อกกิ้งผ่านไป ส่วนใหญ่มีแต่คนมีอายุทั้งนั้น เห็นมีคุณลุงคนหนึ่งใส่ชุดทำงานมาเดิน ไม่แน่ใจว่ามาเดินออกกำลังกายหรือจำเป็นต้องผ่านทางนี้กันแน่ หลังจากที่เดินเล่นจนเริ่มสว่างแล้วผมก็ออกเดินทางจากสวนจตุจักรไปยังตลาดนัดต้นไม้ จตุจักรเพื่อค้นหาคำตอบที่ผมต้องการต่อไป… …. แถมท้าย และหลังจากที่ผมกลับมาจากการซื้อของในตอนสายๆ ก็ได้พบว่าฝั่งที่ผมจอดรถนั้นออกยากมากๆเพราะมีรถมาจอดเรียงข้างกันอยู่ [...]
เมื่อตอนปีใหม่ อากาศรอบๆตัวเรานั้นเย็นจนรู้สึกได้่ หรือจะเรียกว่าหนาวก็ยังได้่ พอผ่านปีใหม่มาได้สักพัก การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น ความหนาว ความร้อน สลับกันมาเหมือนทำงานคนละกะ มันคงจะดีมากถ้าประเทศไทยในปีนี้หรือปีหน้า จะมีอากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยอย่างนี้ เพราะการที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยขนาดนี้ทำให้ผมซึ่งเป็นพวกแพ้อากาศหนาวๆร้อนๆ ง่ายแบบนี้เป็นหวัด แต่มันคงจะดีมากกว่าถ้าผมสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสภาวะอากาศได้ปีนี้เป็นปีกระต่าย การเริ่มต้นใหม่สำหรับกิจวัตรประจำวันใหม่ๆก็ถือเป็นโอกาศที่ดี ดังนั้นผมคิดว่าจะเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังเสียที ผมคิดว่า..จะเป็นไปได้นะ สวัสดี
ช่วงนี้มีความผิดปกติหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของผมเป็นอย่างมาก นั่นคือ นั่งทำงานแล้วเริ่มปวดหลัง… ที่ปวดไม่ใช่เพราะอ้วนขึ้นนะครับ เพราะน้ำหนักก็เท่าเดิม ไม่ขึ้นไม่ลงมาครึ่งปีแล้ว อยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้น แต่ดูท่าทางจะออกบวมๆจนคนอื่นสังเกตุได้ หลายคนบอกว่าก็ปกตินี่ นั่นหมายถึงบวมเฉพาะจุดเป็นปกติ แต่ก็มีหลายๆคนทักว่าพองขึ้นเฉพาะจุดอยู่บ้างเหมือนกัน จุดที่ชี้เฉพาะนี่ถ้าไม่ใบ้ก็คงต้องตอบได้ว่า…พุง เมื่อไม่รู้สาเหตุก็เดาไปก่อนว่าเป็นเพราะน้ำหนักมันไม่พอเหมาะ แม้ว่าจะเท่าเดิม แต่ร่างกายไม่ได้ออกกำลังก็อาจจะทำให้ร่างกายลำบากได้เหมือนกันจากการที่กล้ามเนื้อมันไม่กระชับเหมือนก่อนๆ จริงก็ต้องเรียกว่าผลจากการไม่ดูแลร่างกายก็เป็นได้ เพราะว่าปกติผมก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องการออกกำลังกายสักเท่าไรนัก และบวกกับการกินที่แบบว่า… จะเรียกว่ากินเยอะก็ไม่ใช่ ถ้าจะให้ถูกคือกินเท่าที่มี มีน้อยกินน้อย มีเยอะกินเยอะก็ประมาณนั้น แต่ช่วงนี้ก็มักจะมีเยอะก็เลยกินเยอะบ่อยกว่ามีน้อยกินน้อย เข้าเรื่องกันเลยว่าทำไมถึุงจั่วหัวเรื่องว่า มื้อแรกของวันนี้คือมื้อเย็น หลายคนอาจจะคิดกันไปต่างๆนาๆตามประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ผมจะเล่าเลยจะได้ไม่ต้องคิดเปรียบเทียบให้มันเสียเวลา ปกติผมจะตื่นประมาณ 7-9 โมงเช้า แกว่งไม่เกิน บวกลบ 1 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยก็คือ 8 โมงเช้านั่นเอง สองสามวันที่ผ่านมาผมก็ตื่นตามเวลาตื่นเฉลี่ย แต่ก็ไม่ได้กินข้าวแต่อย่างใด จนถึงเย็นหรือมื้อค่ำนั่นคือ 1 ทุ่ม อ่านจนถึงตอนนี้หลายคนคงคิดว่าผมคงกินอะไรสักอย่างแทนแน่นอน ใช่ครับนั่นคือเรื่องที่แน่นอน แต่ปัญหาคือผมกินอะไร? ไม่ใช่ข้าว ไม่เป็นมื้อ คำตอบคือผมกินนมถั่วเหลือง นมถั่วเหลืองกล่องที่ขายกันทั่วไป ใช้ดำรงชีวิตได้อย่างดีครับจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หลายคนเวลาลดความอ้วนก็คงทำอย่างนี้ แต่ผมไม่ได้ลดความอ้วนนะครับ แค่ไม่อยากออกไปกินข้าวให้เสียเวลา ก็เลยกินมันมื้อเดียวไปเลย จริงๆต้องบอกก่อนว่าตัวผมเองก็โตมาด้วยนมครับ [...]
หน้าหนาวปีนี้เป็นหนาวที่แปลกประหลาด จะมาก็มา จะไปก็ไป เป็นพักๆ ช่วงอาทิตย์ก่อนหน้านี้ร้อนมาก แต่พอเข้าอาทิตย์นี้ หนาวจนปากแห้่งตอนตื่นกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าตอนเช้าของหน้าหนาวมันก็ต้องทรมาณจิตใจมากกว่าหน้าร้อนอย่างแน่นอน เพราะการจะลุกจากเตียงแต่ละครั้ง ต้องใช้พลังใจมากมายทีเดียว ซึ่งโจทย์นี้มันก็คือความขี้เกียจของเรานั่นเอง หากว่าเป็นหน้าร้อน มันคงไม่น่านอนต่อเท่าไรนัก เพราะนอนไปมันก็ไม่สบายเท่าหน้าหนาว ซึ่งตอนนี้เราจะมีเขียนถึงการตื่นนอนในหน้าหนาวในมุมมองของผมกัน โดยทั่วไปแล้วหากว่าไม่มีงานเข้ามาหรือเคลียงานได้ก่อนตารางที่วางไว้นั้น ผมก็จะตื่นประมาณ 9 โมงครับ ซึ่งเป็นเวลาที่สายมากๆทีเดียวสำหรับพนักงานทั่วไป แต่ก่อนสมัยที่ผมยังทำงานบริษัทอยู่นั้น ก็ตื่น 8.30 ซึ่งไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่มาหน้าหนาวนี้จาก 9 โมงก็จะเลื่อนออกไปเป็น 9 โมงครึ่ง 10 โมง 10.05 , 10.10 ,10.30 หรือยาวไป 11.00 หรือห้าโมงเช้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งการที่ผมมาเขียนบลอคนี้เหมือนเป็นการบันทึกทบทวนและตอกย้ำตัวเองว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นและจะแก้ไขอย่างไร ปัญหาคือความขี้เกียจ นั่นเองครับ แต่วิธีแก้ปัญหาคืออะไร มาดูกัน 1.ตั้งนาฬิกาปลุกให้ปลุกเช้าขึ้น และถี่ขึ้น วิธีนี้เคยใช้ได้ผลอยู่ช่วงหนึ่งครับ เป็นช่วงแรกๆที่ตัวผมยังไม่เคยชินกับการปลุกหลายๆครั้ง จนต้องลุกในท้ายที่สุด แต่ตอนนี้วิธีนี้ยังแำ้พ้ความขี้เกียจในหน้าหนาวอยู่ครับ 2. ตื่นมาซิทอัพ วิดพื้น ในทันที อันนี้เป็นเพียงจินตนาการเบื้องลึกของผมครับ แต่ถ้าทำได้พุงที่มีก็จะลดลงไปด้วย [...]