| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
ดูเหมือนว่าช่วงนี้่ผมจะมีอาการที่เรียกว่า Cactus Crazy หรือบ้ากระบองเพชรนั่นเอง ว่างก็คิดถึง เบื่อก็คิดถึง แม้แต่ทำงานก็คิดถึง… แม้ว่าช่วงนี้จะไม่ได้ไปเดินจตุจักรเหมือนเคยเนื่องจากติดงาน แต่ปริมาณการซื้อไม่ได้ลดลงเลย และดูเหมือนว่าจะจ่ายมากกว่าตอนที่ไปซื้อเสียอีกครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีทางเลือกในการเลือกซื้อแคคตัสเพิ่มขึ้น จากการซื้อในเวปไซด์ โดยซื้อจากคนขายที่เขาจะมาตั้งกระทู้ขายกันนะครับ มาพูดถึงอาการ Cactus Crazy จริงๆเรื่องมันก็เริ่มมาจากอาการอยากกราฟแคคตัส ( การต่อต้นกระบองเพชร ) เสียมากกว่าครับ แต่การกราฟเนี่ยมันก็ต้องมีรายละเอียดและแหล่งที่มา พอคิดย้อนไปถึงแหล่งที่มามันก็สับสนวนเวียนขึ้นเรื่อยๆ จริงๆผมแค่อยากกราฟแล้วรู้สึกต้นที่เอามาต่อมันคุ้มค่า ต้นตอ เท่านั้นเอง แต่ผลที่ตามมาคือผมไปหาซื้อต้นพันธุ์ด่างๆ เพื่อที่จะนำมาผสมกับต้นที่ไม่ด่างเพื่อให้ดอกที่มีโอกาสให้เมล็ดด่าง และเอาเมล็ดไปปลูกจนได้ต้นด่าง และนำมากราฟอีกที แค่อ่านก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ หลายคนคงคิดว่าทำไมผมคิดอะไรให้วุ่นวายไปไหนก็ซื้อมากราฟเลยหรือซื้อต้นที่กราฟมาแล้วก็สิ้นเรื่อง นั่นเป็นทางออกที่ง่ายครับ แต่ปัญหาคือผมไม่ชอบอะไรง่ายๆครับ อะไรที่ต้องทำถึงแก่นต้องค้นต้องลองให้รู้นี่มันน่าสนุกมากๆ ซึ่งในทุกๆขั้นตอนที่ผมได้ผ่านไปนั้นเป็นประสบการณ์ที่ได้แถมมาจากการเสียเงินไปซื้ออะไรต่อมิอะไรมามากมาย ซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยคุ้มทุนเสียเท่าไหร่ แคคตัสก็เป็นพืชที่ไม่ได้โตไวขนาดที่ว่าจะเพาะขายแล้วคืนทุนได้ในเวลาสั้นๆ ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเห็นต้นเล็กที่เพาะจากเมล็ดไหนจะต้องลุ้นให้มันรอด และให้รอดจนมีลักษณะสวยๆอีก ตรงนี้แหละผมว่ามันคือเสน่ห์ แต่ผมยังไม่ได้วนจนครบถึงจุดนั้นหรอกนะครับ ตอนนี้แค่เพาะเมล็ดก็ยังไม่ค่อยรอด เลยต้องอาศัยซื้อต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แคคตัสขนาดใหญ่ๆมาแทนเพื่อที่จะได้ผสมดอกได้บ่อยๆ การได้เมล็ดมานั้นมีหลายวิธีครับ จะขอเอาก็ได้ จะซื้อเอาก็ได้ มีอยู่ร้านหนึ่งขายเมล็ดแอสโตรไฟตัมแบบปนๆ 1000 เมล็ด 200 บาท ตีไปเมล็ดละ 20 [...]
ด้วยเหตุเนื่องจากผมจำเป็นต้องใช้เวลาช่วงตีสองกว่าๆถึงประมาณหกโมงเช้า เพื่อรอจะไปจตุจักรอีกครั้งหลังจากไปมาแล้วเมื่อช่วง 5 ทุ่ม – ตี 1 กว่าๆ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาผมจึงเลือกไปทำงานที่ไหนสักที่แทนที่จะกลับบ้านนอน เพราะรู้ตัวว่าถ้ากลับบ้านนอนแล้วผมก็คงจะตื่นมาไม่ทันแน่ๆ เพราะนอนแล้วก็มักจะนอนยาวเกิน 6 ชั่วโมงไปเลย การนอนน้อยกว่านั้นทำให้เพลียอยู่มากพอสมควร ก็เลยไปหาที่ทำงาน ในตอนนั้นตัวเลือกมีร้านเกมส์แถมมหาวิทยาลัยเกษตร กับอาคารเรียนรวมในมหาวิทยาลัยเกษตร ตอนแรกขับรถวนไปดูร้านเกมส์แถวๆตลาดอมรพันธุ์แต่แอบกังวัลตอนขาออกซึ่งมันเป็นตลาดแล้วน่าจะวุ่นวายพอดู บวกกับผมไม่รู้รูปแบบการจราจรด้านใน พอดีว่าเคยไปเดินมาแล้วแอบงงๆนิดหน่อย ก็เลยตัดสินใจวนรถเข้าไปในมหาวิทยาลัยแทน เป้าหมายของผมคือ ศูนย์เรียนรวม 3 (ศร.3) ได้ยินว่าที่นั่นเปิดให้อ่านหนังสือถึงเช้า ก็ขับรถไปและพบว่าเปิดอยู่จริงๆ แต่ไม่ได้มีแค่ผมนะครับ ยังมีน้องๆนิสิตที่ไปอ่านหนังสืออยู่บ้าง ประมาณ 4-5 โต๊ะ โต๊ะละ 1-5 คน ทำให้การอยู่ใต้ ศร.3 ในเวลาตีสามกว่าๆของผมดูไม่เหงาจนเกินไป ในสภาพของตัวผมตอนนั้นคือเรียนมาตั้งแต่ตอนเย็นถึงค่ำแล้ว ไปนั่งคิดงานที่ลานแสดสนนนทรี แถวๆคณะเศรษฐศาสตร์แล้วประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วยังไปเดินจตุจักรตลาดกลางคืนอีก 2 ชั่วโมงกว่าๆนั้น ผมคิดว่าตัวเองนั้นไม่น่าจะมีพลังงานพอที่จะคิดหรือทำอะไรได้มากนัก โชคดีที่บรรยากาศและความเงียบเป็นใจ และงานที่ผมทำก็ไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากนัก ก็แค่คิด คิด คิดแล้วเขียนสรุปสิ่งที่คิดลงไปในกระดาษเท่านั้นเอง มันเริ่มจากมี 1 แผ่นในตอนเย็น [...]
เช้านี้อากาศดีมากครับ ดูคล้ายๆเหมือนว่าหมอกจะลงบางๆจางๆ ผมตื่นมาเช้ากว่าที่เคย ออกมาจากบ้านพร้อมสะพายกล้องใส่รองเท้าวิ่งออกมาเดินเล่นยามเช้า… เรื่องมันสืบเนื่องมาจากเมื่อวานครับที่เล่าถึงอาการปวดหลังและลองหาวิธีแก้ อ่านย้อนได้ที่ [ ปวดหลัง และชาด้วย ] ผมจะเล่าไปเป็นฉากๆตามที่ได้พบเจอสิ่งต่างๆริมทางนะครับ เริ่มจากตอนเช้าเลยแล้วกัน เมื่อเช้าตอนประมาณ 6 โมงนิดๆผมตื่นมาพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุก ซึ่งคาดเดาว่าเวลานี้แหละ ออกไปแล้วก็จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดิบพอดี แต่ผิดคาดวันนี้มีหมอกซึ่งดูจางๆบางๆ ดูจากหมอกแล้วเมฆคงเยอะและต่ำพอสมควรจึงมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตอนขึ้น ระหว่างทางก็ถ่ายดอกไม้ หญ้าอะไรข้างทางไปเรื่อย สักพักก็มีลุงคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งอยู่เดินมาทักทาย ก็คุยกับลุงเขาได้พักใหญ่ๆเลยครับ เพราะเขาก็เคยเล่นกล้องมาก่อน คนเล่นกล้องมาเจอกันก็คุยกันรู้เรื่องยาวไป ก็คุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อยลงแกชื่อลุงมงคลอยู่ในซอยก่อนเข้าหมู่บ้านผมแหละครับ คุยไปคุยมาลุงแกชวนไปตีกอล์ฟด้วย โอ้วเรื่องดูจะไปไกล ตีกอล์ฟก็น่าสน แต่ตอนนี้ขอวิ่งเหยาะๆไปก่อนนะครับ ทุนไม่ค่อยจะมี คุยสักพักก็ลาลุงแกไปเดินวนตามที่มุ่งหวังไว้ต่อ เดินออกมาจากซอยหมู่บ้านมาเรื่อยๆจนใกล้ทางแยกเกษตรนวมินทร์ตัดกับรามอินทราเอกมัยก็ถ่ายรูปไว้นิดหน่อยเพราะตรงนี้จะมีสวนเล็กๆข้างทางครับ ดูๆแล้วน่าวิ่งแต่จริงๆไม่น่าวิ่งครับ เพราะทางด้านขวาๆก็ติดถนน รถวิ่งเต็มไปหมด ถ้ายิ่งสายๆหน่อยนี่รถติด นั่งกลางสวนก็ยังได้กลิ่นไอเสียเลยครับ ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ดูแล้วน่าวิ่งจริงๆครับ รูปนี้ถ่ายห่างจากรูปที่แล้วประมาณ 20 ก้าวครับผมตรงนี้จริงๆแล้วถ้าขยายก็เป็นลานทำกิจกรรมอะไรสักอย่างได้เหมือนกันนะ แต่ปลูกต้นไม้ไว้ก็ดีครับ ถ้ามีแต่พื้นที่โล่งๆไม่มีต้นไม้ จิตใจมันจะเหี่ยวเฉาไปเสียปล่าวๆ แล้วผมก็เดินต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก ถ้าสังเกตุข้างทางก็จะเห็นว่ามีทุ่งกว้างๆอยู่ครับ กว้างพอจะทำห้างใหญ่ๆได้สบายๆ แต่ผมอยากให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะ แต่ก็คิดว่าวันหนึ่งก็คงต้องเปลี่ยนแปลงเลยถ่ายรูปไว้ก่อนดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เห็นในสิ่งที่เคยเป็น พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นเมฆครับ ก่อนหน้านี้มีแต่แสงมัวๆทึมๆยามเช้า ไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่นักยังดีที่มีหมอกและไอน้ำค่อยช่วยให้บรรยากาศดูเย็นสบาย [...]
ช่วงนี้ผมมีอาการปวดหลัง และหลังจากปวดหลังมาได้สักพักสักประมาณ 3-4 วันก็มีอาการหลังชาเพิ่มขึ้น จุดเริ่มต้นของการปวดหลัง จากที่ผมเดาๆแล้วก็น่าจะเป็นการนั่งทำงานของผมเองนี่แหละครับ ช่วงหลังๆนี่ผมทำงานติดต่อกันค่อนข้างนาน และงานที่ทำก็ใช้จังหวะเดิมๆในการทำ ทำให้ร่างกายไม่ได้มีการขยับออกกำลังกายไปมามากนัก อาการของมันเริ่มตั้งแต่ปวดหลัง จนเมื่อวานมีอาการชาด้านหลังทางขวา เหมือนมีพลาสเตอร์แผ่นใหญ่ๆมาแปะอยู่ตลอด อาการที่ผมเป็น เป็นเฉพาะหลังครับ ยังไม่ได้ปวดไปถึงตรงอื่นซึ่งถ้าแก้สาเหตุได้ทันทีมันก็คงจะหายขาดนะครับ แต่จริงๆแล้ววิธีการของมันซับซ้อนมากกว่านั้นกว่าจะแก้ได้ วิธีแก้ปัญหาการปวดหลังของผม (น่าจะใช้ได้) จริงๆแล้วเรื่องของหลังก็เป็นเรื่องใหญ่ครับ ถ้าไม่รักษาไว้ก็อาจจะทำให้่อนาคตเปลี่ยนกันได้ แต่เปลี่ยนยังไงผมก็ยังต้องทำงานอยู่ดีครับ ดังนั้นผมจึงคิดวิธีรักษาหลังและร่างกายของผมให้อยู่ได้สบายนานๆครับ 1. ลดความอ้วน ความอ้วนหรือไขมันนี่แหละครับ ที่จะทำให้ผมแย่ลงทั้งร่างกายและจิตใจ การที่ปล่อยให้ตัวเองน้ำหนักขึ้นหรือน้ำหนักไม่ขึ้นก็ตาม ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันอาจจะทำให้อะไรๆนั้นเปลี่ยนไปก็ได้ครับ ดังนั้นเรื่องแรกที่ผมควรจดจ่อก็คือการลดความอ้วนครับ 2. ตื่นเช้า ตื่นเช้าๆเพื่อจะสูดอากาศดีๆ ให้ร่างกายได้ตื่นตัวและปรับระบบให้สมดุล การตื่นเช้าจะทำให้ผมได้ทำงานได้มากขึ้นเพราะถ้าตื่นสายแล้ว ไม่นานก็ต้องไปกินข้าว สมาธิสั้นอีก แถมกินมื้อเที่ยงเป็นมื้อแรกก็จะทำให้อ้วนอีกด้วย ด้วยความที่ทำงานส่วนตัวนั้น การควบคุมตัวเองดูจะลดน้อยลงกว่าทำงานออฟฟิศครับ ดังนั้นต้องสร้างวินัยให้ตัวเองในการตื่นเช้าครับ 3.นอนให้น้อยลง การนอนมากๆนี่มันก็ทำให้ผมขี้เกียจครับ แถมเวลาในการเผาผลาญก็น้อยลงไปด้วย ดังนั้นการนอนให้น้อยลงผมก็จะได้งานที่มากขึ้นและร่างกายที่ดีขึ้นไปด้วย ตอนนี้ผมนอนมากกว่าคนปกติประมาณ 2 ชั่วโมงได้ครับ บางทีก็เกือบถึง 4 ชั่วโมงด้วยซ้ำ การที่ผมไม่ต้องเดินทาง นั่งรถติดไปทำงานก็มักจะชดเชยด้วยเวลานอนครับ แต่ถ้าเอาเวลานอนนั้นมาสร้างประโยชน์ก็จะดีมากๆครับ 4.พักงานบ่อยๆ หลังจากมีอาการรูม่านตา(เรตินา?)ขยาย-หดตัวช้าลง [...]
สำหรับตอนนี้เป็นเรื่องของงานในชีวิตประจำวันของผมในช่วงนี้ ซึ่งช่วงนี้งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานเวปไซด์นั่นเอง แต่ก่อนนี้ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองต้องมานั่งทำเวปไซด์มากมายขนาดนี้ เพราะตั้งแต่ทำมังกีซ์โกรฟแล้ว ก่อนหน้านั้นก็มาได้แตะมาตั้งหลายปี จะมาเริ่มเอาตอนนี้ เพราะได้วิชามาใหม่ด้วย นั่นคือวิชา SEO ซึ่งดึงหลายๆเรื่องเข้ามาเกี่ยวกับการทำเวปไซด์ของผมมากมาย ถ้าจะพูดถึงเรื่องการได้รับประสบการณ์เพิ่มเติมและทักษะเพิ่มเติมนั้น ก็ถือว่าได้มากอยู่พอสมควร เพราะตอนนี้ผมสามารถเขียนเวปไซด์ได้ดีกว่าเดิมมากๆ ซึ่งตอนนี้จำนวนเวปไซด์ที่ดูแลอยู่ก็มากมายหลายหลากทีเดียว ปัญหาก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นความมากเท่านั้น แต่มันเป็นความคิดที่ยิ่งคิดยิ่งเพิ่ม ยิ่งคิดยิ่งเอ่อล้นออกมาเหมือนก๊อกน้ำนี่ชำรุด ไม่ว่าจะปิดยังไงก็มีน้ำไหลออกมานั่นเอง ไอเดียของผมตอนนี้มีอะไรอยากทำมากมายเต็มไปหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่ม ไม่คิดก็ไม่ทำ ถ้าคิดก็งานเพิ่ม มีไอเดียใหม่ๆให้คิดทุกวันๆ แม้ว่าช่วงนี้จะมีการเรียนที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต แต่ก็ไม่ทำให้ธรรมชาติของผมนั้นเปลี่ยนไปได้เลย สมองมันยังทำงานตามความอยากของผมอยู่เสมอ ผมหยุดคิดไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นข้อดีและข้อเสียอันยิ่งใหญ่ทีเดียว ที่ว่าเสียเพราะอะไร? เพราะว่ามันจะมัวคิดเยอะเกินไปจนทำไม่ทันนั่นเอง เพราะตอนนี้ไม่ว่าโปรเจคไหนที่ผมเคยออกแบบไว้ก็ยังไม่เสร็จดีสักอัน เพราะว่าคิดมากเกินไปนี่เอง ผมไม่เคยคิดอยากให้ตัวเองมีหลายๆคนหรือไม่ก็ วันหนึ่งมีหลายชั่วโมงอะไรแบบนั้น เพราะจริงๆแล้วถ้ามันเป็นแบบนั้นมันก็คงจะง่ายไม่เร้าใจ เพราะสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการคิดงานใหม่ๆ ตอนนี้ก็คือ การทำงานเก่าๆที่คิดไว้ให้เสร็จทันก่อนที่งานใหม่ๆจะมาถึงได้อย่างไรนั่นเอง สงสัยว่าผมต้องขยันขึ้นอีก ขยันขึ้นอีก ขยันขึ้นอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็อายุเพิ่มมาบ้างแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าจะทำแบบทนถึกแบบตอนสมัยเรียนที่รังสิตไม่ได้แล้ว ก็เลยต้องมาหนักใจเรื่องการวางแผนงานที่มากมายนี่แหละ อนิเมชั่น เวปไซด์ ภาพประกอบ ออกแบบตัวละคร การ์ตูนช่อง การ์ตูนรวมเล่ม มากมายหลายหลาก ไหนจะออกร้านขายของอีกช่างเป็นความวุ่นวายบนความสุขจริงๆ สวัสดี