| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
ตัวผมนั้นปกติแล้วมักจะตื่นสายเป็นประจำ ซึ่งเช้าสุดของผมก็คงจะ 6 โมงเท่านั้น คงจะไม่เหมือนใครๆหลายๆคนที่ขยันตื่นกันตั้งแต่ตี 4 ตี 5… การไปซื้อกระบองเพชรที่ร้านกระท่อมลุงจรณ์นั้น มีโจทย์ข้อหนึ่งที่ท้าทาย และขัดกับธรรมชาติเดิมๆของผมมากๆ เพระาต้องไปถึงก่อนตี 5 เพื่อที่จะได้มีโอกาสเลือกกระบองเพชรที่อยากได้ที่สุด แม้ว่าเราจะไปไม่ทันตี 5 อาจจะไปถึง 9 โมงเช้าอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็อาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะบางทีการไม่รู้อะไร ก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน การตื่นเช้าๆนั้นยังสร้างโอกาสที่ดีหลายอย่างให้กับผมอีกด้วย การตื่นเช้านั้น สร้างโอกาสมากมายให้เรา แม้ว่าจะดวงไม่ดีฟ้าไม่เปิดแต่อย่างน้อยก็มีเวลาได้คิดอะไรเพลินๆระหว่างรอเวลา แต่ถ้าเรายังนอนอยู่กับบ้าน ไม่ว่าตอนเช้าแสงจะสวย หรือฟ้าจะหม่นแค่ไหน เราก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเรานั้น สามารถทำได้หากมีแรงจูงใจ ในกรณีที่ผมสามารถตื่นเช้ากว่าที่เคยได้ ก็เพราะว่ามีกระบองเพชรเป็นจุดมุ่งหมาย ถ้าผมตื่นสาย ผมก็จะสามารถซื้อกระบองเพชรได้เหมือนกัน แต่จะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นได้เลือก ทั้งๆที่มีโอกาศ แต่ถ้าหากผมตื่นเช้า ผมก็จะมีโอกาสได้เลือก ได้ซื้อพร้อมๆกับคนอื่นที่ได้สร้างโอกาสให้กับตัวเองโดยการตื่นเช้าได้เหมือนกันครับ ผมอยากให้มันเป็นแบบนี้ในชีวิตประจำวันของผมด้วย มีบางครั้งที่ต้องตื่นเช้าติดต่อกันหลายวันเพราะมีงานด่วน แต่ยังไงผมก็ยังอยากจะตื่นเช้าๆให้ได้แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีอะไรก็ตาม สวัสดี
ในบางวัน ถ้าเราตื่นมาเช้าๆเราอาจจะยังเห็นพระจันทร์ลอยค้างฟ้าอยู่ก็เป็นได้ พระจันทร์จะสว่างเมื่อดวงอาทิตย์หายไป และมันจะค่อยๆหายไปเมื่อดวงอาทิตย์กลับมา วันนี้เป็นวันพิเศษที่ผมต้องตื่นมาทำธุระตั้งแต่เช้ามืด เลยได้เห็นพระจันทร์ยามเช้ากับเขาบ้าง เช้านี้แสงอาทิตย์ยังไม่ผ่านทะลุเมฆมา ทำให้ฟ้าเป็นสีย้อมชมพูนิดหน่อย ในภาพนี้จะเห็นพระจันทร์อยู่ด้านกลางซ้ายบน ดูเล็กจนไม่น่าสังเกตุเห็นได้ชัดนัก แม้ว่าวันนี้พระจันทร์จะไม่ได้เต็มด้วง แต่ผมก็คิดว่าอย่างน้อยการได้เห็นอะไรที่แปลกไปเมื่อผมตื่นเช้าขึ้นนั้น จะทำให้การตื่นเช้าและการปรับเปลี่ยนเวลาในชีิวิตของผมนั้นมีความหมายมากขึ้นทีเดียว สวัสดี
ช่วงนี้ผมมีอาการปวดหลัง และหลังจากปวดหลังมาได้สักพักสักประมาณ 3-4 วันก็มีอาการหลังชาเพิ่มขึ้น จุดเริ่มต้นของการปวดหลัง จากที่ผมเดาๆแล้วก็น่าจะเป็นการนั่งทำงานของผมเองนี่แหละครับ ช่วงหลังๆนี่ผมทำงานติดต่อกันค่อนข้างนาน และงานที่ทำก็ใช้จังหวะเดิมๆในการทำ ทำให้ร่างกายไม่ได้มีการขยับออกกำลังกายไปมามากนัก อาการของมันเริ่มตั้งแต่ปวดหลัง จนเมื่อวานมีอาการชาด้านหลังทางขวา เหมือนมีพลาสเตอร์แผ่นใหญ่ๆมาแปะอยู่ตลอด อาการที่ผมเป็น เป็นเฉพาะหลังครับ ยังไม่ได้ปวดไปถึงตรงอื่นซึ่งถ้าแก้สาเหตุได้ทันทีมันก็คงจะหายขาดนะครับ แต่จริงๆแล้ววิธีการของมันซับซ้อนมากกว่านั้นกว่าจะแก้ได้ วิธีแก้ปัญหาการปวดหลังของผม (น่าจะใช้ได้) จริงๆแล้วเรื่องของหลังก็เป็นเรื่องใหญ่ครับ ถ้าไม่รักษาไว้ก็อาจจะทำให้่อนาคตเปลี่ยนกันได้ แต่เปลี่ยนยังไงผมก็ยังต้องทำงานอยู่ดีครับ ดังนั้นผมจึงคิดวิธีรักษาหลังและร่างกายของผมให้อยู่ได้สบายนานๆครับ 1. ลดความอ้วน ความอ้วนหรือไขมันนี่แหละครับ ที่จะทำให้ผมแย่ลงทั้งร่างกายและจิตใจ การที่ปล่อยให้ตัวเองน้ำหนักขึ้นหรือน้ำหนักไม่ขึ้นก็ตาม ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันอาจจะทำให้อะไรๆนั้นเปลี่ยนไปก็ได้ครับ ดังนั้นเรื่องแรกที่ผมควรจดจ่อก็คือการลดความอ้วนครับ 2. ตื่นเช้า ตื่นเช้าๆเพื่อจะสูดอากาศดีๆ ให้ร่างกายได้ตื่นตัวและปรับระบบให้สมดุล การตื่นเช้าจะทำให้ผมได้ทำงานได้มากขึ้นเพราะถ้าตื่นสายแล้ว ไม่นานก็ต้องไปกินข้าว สมาธิสั้นอีก แถมกินมื้อเที่ยงเป็นมื้อแรกก็จะทำให้อ้วนอีกด้วย ด้วยความที่ทำงานส่วนตัวนั้น การควบคุมตัวเองดูจะลดน้อยลงกว่าทำงานออฟฟิศครับ ดังนั้นต้องสร้างวินัยให้ตัวเองในการตื่นเช้าครับ 3.นอนให้น้อยลง การนอนมากๆนี่มันก็ทำให้ผมขี้เกียจครับ แถมเวลาในการเผาผลาญก็น้อยลงไปด้วย ดังนั้นการนอนให้น้อยลงผมก็จะได้งานที่มากขึ้นและร่างกายที่ดีขึ้นไปด้วย ตอนนี้ผมนอนมากกว่าคนปกติประมาณ 2 ชั่วโมงได้ครับ บางทีก็เกือบถึง 4 ชั่วโมงด้วยซ้ำ การที่ผมไม่ต้องเดินทาง นั่งรถติดไปทำงานก็มักจะชดเชยด้วยเวลานอนครับ แต่ถ้าเอาเวลานอนนั้นมาสร้างประโยชน์ก็จะดีมากๆครับ 4.พักงานบ่อยๆ หลังจากมีอาการรูม่านตา(เรตินา?)ขยาย-หดตัวช้าลง [...]
หน้าหนาวปีนี้เป็นหนาวที่แปลกประหลาด จะมาก็มา จะไปก็ไป เป็นพักๆ ช่วงอาทิตย์ก่อนหน้านี้ร้อนมาก แต่พอเข้าอาทิตย์นี้ หนาวจนปากแห้่งตอนตื่นกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าตอนเช้าของหน้าหนาวมันก็ต้องทรมาณจิตใจมากกว่าหน้าร้อนอย่างแน่นอน เพราะการจะลุกจากเตียงแต่ละครั้ง ต้องใช้พลังใจมากมายทีเดียว ซึ่งโจทย์นี้มันก็คือความขี้เกียจของเรานั่นเอง หากว่าเป็นหน้าร้อน มันคงไม่น่านอนต่อเท่าไรนัก เพราะนอนไปมันก็ไม่สบายเท่าหน้าหนาว ซึ่งตอนนี้เราจะมีเขียนถึงการตื่นนอนในหน้าหนาวในมุมมองของผมกัน โดยทั่วไปแล้วหากว่าไม่มีงานเข้ามาหรือเคลียงานได้ก่อนตารางที่วางไว้นั้น ผมก็จะตื่นประมาณ 9 โมงครับ ซึ่งเป็นเวลาที่สายมากๆทีเดียวสำหรับพนักงานทั่วไป แต่ก่อนสมัยที่ผมยังทำงานบริษัทอยู่นั้น ก็ตื่น 8.30 ซึ่งไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่มาหน้าหนาวนี้จาก 9 โมงก็จะเลื่อนออกไปเป็น 9 โมงครึ่ง 10 โมง 10.05 , 10.10 ,10.30 หรือยาวไป 11.00 หรือห้าโมงเช้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งการที่ผมมาเขียนบลอคนี้เหมือนเป็นการบันทึกทบทวนและตอกย้ำตัวเองว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นและจะแก้ไขอย่างไร ปัญหาคือความขี้เกียจ นั่นเองครับ แต่วิธีแก้ปัญหาคืออะไร มาดูกัน 1.ตั้งนาฬิกาปลุกให้ปลุกเช้าขึ้น และถี่ขึ้น วิธีนี้เคยใช้ได้ผลอยู่ช่วงหนึ่งครับ เป็นช่วงแรกๆที่ตัวผมยังไม่เคยชินกับการปลุกหลายๆครั้ง จนต้องลุกในท้ายที่สุด แต่ตอนนี้วิธีนี้ยังแำ้พ้ความขี้เกียจในหน้าหนาวอยู่ครับ 2. ตื่นมาซิทอัพ วิดพื้น ในทันที อันนี้เป็นเพียงจินตนาการเบื้องลึกของผมครับ แต่ถ้าทำได้พุงที่มีก็จะลดลงไปด้วย [...]
เริ่มเย็นลงแล้ว แต่.. ก็นอนต่อไม่ได้ แม้ว่าจะอยากนอนเพียงแค่ไหน คงเป็นได้แค่ความอยากบนเตียงนุ่มๆเท่านั้นเอง เหมือนอากาศจะเป็นใจ ในช่วงนี้ผมมีงานค่อนข้างเยอะเลยทำให้ต้องตื่นตั้งแต่เช้า ซึ่งเช้ากว่าปกติ 2-3 ชั่วโมง กันเลยทีเดียว ถ้าอากาศร้อนเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมาคงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะนอนไปก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ มาตอนนี้.. อากาศมันเริ่มเย็นลงครับ วันนี้ลมหนาวพัดมาแต่เช้า มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นใบไม้ปลิว ลมเย็นอ่อนๆ พัดมาตลอดเวลา ชวนให้ง่วงดีจริงๆ การที่อากาศเย็นนั้นจะดีมากสำหรับการนั่งทำงานของผม เพราะผมไม่ชอบเปิดแอร์ ดังนั้นเวลาร้อนก็มักจะเหงื่อซึมๆทำให้ต้องอาบน้ำบ่อยๆ แต่อากาศหนาวนั้นทำให้ทำงานได้นานขึ้น อุึปสรรคมีอย่างเดียวคือความขี้เกียจของตัวผมเอง ซึ่งเป็นตัวคอยฉุดรั้งให้เดินไปนอนลงบนเตียงนุ่มๆผ้าห่มฝืนโปรดและมุมหมอนอันสุดแสนจะคุ้นเคย คงได้แต่หวังว่าจะให้อากาศดี มีลมเย็นๆพัดมาให้ชื่นใจอย่างนี้ ไปอย่างน้อยๆก็สักประมาณสัปดาห์หนึ่งก็คงจะดี เพราะมันก็ไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการปรับตัวของผมเอง กับสภาพอากาศแบบนี้ สวัสดี