จตุจักร ตลาดต้นไม้ อีกครั้ง

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตอนนี้หากเราต้องการต้นไม้ เราก็ต้องไปที่ตลาดนัดจตุจักร แต่เป็นวันพุธ-พฤหัสนะ ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์…
ปกติแล้วถ้าย้อนไป 8-10 ปีก่อน ผมก็ยังเดินโซนต้นไม้ในตลาดนัดจตุจักรทุกวันเสาร์อาทิตย์อยู่ แต่มาตอนนี้ถ้าจะไปเดินวันเสาร์อาทิตย์ คงจะเห็นแต่เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่นเป็นแน่ เพราะตลาดต้นไม้เขานัดกันมาขายวันพุธ พฤหัสบดีกันแล้ว ซึ่งขายกันมาก็นานแล้ว
ผมไปซื้อต้นไม้ก็หลายครั้งหลายหนซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้ติดไม้ติดมือมาจะเป็นบอนสี เพราะความชอบส่วนตัว และครั้งนี้ที่ผมไปก็คิดว่าจะไปหาบอนสีมาเพิ่มอีกเหมือนกัน แต่คราวนี้คิดว่าจะไปหาต้นที่ผมยังไม่มี ยังไม่คุ้่น หรือแปลกไปจากที่ตาเคยเห็น

วันนี้ดูอากาศจะชื้่นและอบอ้าวเป็นพิเศษ เพราะรอเวลาที่ฝนจะตกในหน้าหนาวนั่นเอง แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่รู้สึกถึงความหนาวของหน้าหนาวสักเท่าไร คล้ายๆกับว่านี่คือเช้าที่อบอ้าวของหน้าฝนยังไงอย่างนั้น สังเกตุได้ว่ามีคนใส่ชุดกันฝนอยู่ในรูปถัดไป

วันนี้ผมไม่ได้มาคนเดียวครับ พาคุณผิงมาดูด้วย จะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน คุณผิงชอบต้นไม้ที่มีดอกครับ แต่ผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ที่ดีกับต้นไม้แนวนั้นเท่าไหร่ ซื้อมาก็ไม่สวยเท่าที่เขาขาย ดูเอาจะดีกว่า สวย/ประหยัด

ต้นไม้ก็มีมากมายหลายแบบไปหมดตั้งแต่ไม้เล็กๆอย่าง cactus หรือต้นไม้ใหญ่ๆที่ต้องใช้รถหกล้อขนกันมาเลยทีเดียว ส่วนผมเล็งแต่ต้นไม้เล็กๆครับ ใหญ่ๆไม่มีที่ลงที่บ้านแล้ว

เดินเข้ามาไม่นานคุณผิงก็เริ่มหิวครับ เลยต้องไปจับจ่ายที่ร้านกล้วยปิ้งกันเป็นที่แรก…
สรุปว่าเดินต่อไปวนรอบสวนจตุจักรหนึ่งรอบก็ได้ของที่หมายตาไว้ครับ นั่นคือสัปปะรดสี และบอนสี สัปปะรดสีนี่ตอนแรกไม่ได้คิดจะซื้อครับ แต่ซื้อมาเพราะเห็นว่ามันไม่แพงอย่างที่เคยเห็นราคา เอาเป็นว่าถูกกว่าที่เคยจินตนาการไว้ล่ะนะ ก็เลยได้มาเยอะ สองสามต้นเลยทีเดียว ส่วนบอนสีก็ได้สองต้นตามรูปข้างล่างครับ

ต้นนี้ผมชอบมากๆ ชื่อพันธุ์อยู่ข้างกระถางครับ ลืมจดมาไว้ตอนหน้าแล้วกัน ต้นนี้ชอบตรงใบหน้าก้านใหญ่มาก ดูแล้วน่่าจะอึด ผมชอบอะไรที่โตไวเลี้ยงง่ายตายยาก (เอาทุกอย่าง)

ต้นนี้ได้มาแบบชอบนิดๆ จริงๆแล้วผมไม่ค่อยชอบบอนใบที่มัน ออกมันวาวเท่าไร แต่ต้นนี้ก็สีสวยดีครับเลยหยิบมา สีแบบนี้ที่บ้านยังไม่ค่อยมีด้วย
สรุปครั้งนี้ก็เหมือนมาเดินเล่นครับ [...]

Continue Reading...

ไปโคราช แวะตามทาง

ไปโคราช แวะตามทาง ครั้งนี้ไปเนื่องในโอกาสลูกพี่ลูกน้องแต่งงานครับ ครั้งนี้ผมและญาติเหมารถตู้กันไปอีกเช่นเคย…
ตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้ากว่า เพื่อลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว เพราะว่าเขานัดกันประมาณ 8 โมงครับ เราออกเดินทางกันด้วยความสดชื่นและสมาชิกประมาณ 8 คน คือแม่ป้าน้าและน้องๆของผมเอง
การเดินทางไปโคราชสำหรับครอบครัวผมถือว่าเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา และไม่น่าตื่นเต้นไปแล้ว เพราะโคราชคือถิ่นฐานบ้านเกิดของครอบครัวเรานั่นเอง

สำหรับโปรแกรมตอนเช้าเราเริ่มกันด้วยการไปแวะที่ด่านเกวียน เพื่อซื้อเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งครั้งนี้ป้าของผมซื้อเยอะเป็นพิเศษ เพราะจะซื้อไปวางที่ร้านของเขานั่นเอง ส่วนผมนั้นมองหาสิ่งที่ต้องการนั่นคือดินเผาก้อนกลมๆที่จะเอามาใส่ไว้ในกระถางต้นไม้ หรือต้นบอนสีของผมนั่นแหละ เพื่อให้มันได้เก็บกักความชื้นไว้ให้มากๆ เพราะดินเผา หรืออิฐมอญนั้นมีคุณสมบัติที่เก็บความชื้นได้ดีเยี่ยม จะเห็นได้ว่ามอสหรือตะไคร่ มักจะขึ้นที่อิฐมอญเป็นประจำ
และสุดท้ายสิ่งที่ผมตามหามันก็ไม่มี หรือไม่ผมก็หามันไม่เจอ แต่ผมไปสะดุดเอาอยู่สิ่งหนึ่งนั้นคือดินที่นุ่มๆใส่ถุงไว้ให้คนซื้อเอาไปปั้นเอง ถุงละ 20 บาท ถ้าเอาไปปั้นก็ได้กระถางหลายใบเชียวล่ะ ผมยืนนึกอยู่นานว่าจะเอาไปทำอะไรดี และแม้จะคิดออกก็ดูจะยุ่งยากไปนิดหน่อยสำหรับการซื้อมาทำเอง ของบางอย่างนั้น ซื้อสำเร็จรูปมาจะใช้ได้ดีและประหยัดเวลาที่เราต้องมาทำเองมากกว่า แม้ว่าตอนนี้ผมจะประหยัดขึ้น แต่ทางเลือกที่จะซื้อดินไปปั้นเองคงจะไม่เหมาะนัก เลยทิ้งความคิดนั้นไว้ตรงนั้นนั่นเอง

ต่อจากเครื่องปั้นดินเผาก็มาบ้านยายนิด บ้านยายนิดผมมาครั้งแรกนั้นก็วันเกิดคุณยายไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สำหรับตอนนั้นรายละเอียดมันมากมายไปหมดจึงเก็บข้อมูลไม่ทัน มาคราวนี้โล่งโปร่งๆสบายๆ ทำให้เราได้ดูอะไรกันมากขึ้น
รูปข้างบนนี่เป็นผลไม้ ชื่อชมพู่มะเหมี่ยว ถ้าไม่มีใครบอกผมก็คงจะไม่รู้เหมือนกัน เพราะตั้งแต่จำความได้ มันไม่มีอยู่ในสมองผมเลยแม้แต่น้อย หรือผมอาจจะเป็นคนขี้ลืมเอามากๆก็ได้ ไม่เป็นไรเราจะมาสร้างความทรงจำใหม่กัน

ชมพู่มะเหมี่ยวเยอะมากๆ และทุกคนก็เก็บกันอย่างสนุก อย่างในรูปนี้ น้องผมต่อเก้าอี้ขึ้นไปเก็บครับ เพราะที่สูงๆนั้นยังไม่มีคนเก็บ [...]

Continue Reading...

Street show

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปดูโชว์ข้างถนน ที่สวนลุมครับ แต่กว่าจะมาเขียนบทความนี้ก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วเรื่องราวอาจจะตกหล่นกันไปบ้างนะ …
บังเอิญว่าผมมีธุระแถวๆถนนพระรามสี่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สวนลุมพินีพอดี ซึ่งบังเอิญอีกว่าเขามีการจัดกิจกรรมแสดงข้างถนนเปิดหมวก หรือ street show นั่นเอง โดยลักษณะการแสดงจะมีหลายแบบ การแสดงละครใบ้ ตลก หรือมายากล แตกต่างกันไปตามผู้แสดง โดยมีความสดนี่เองที่เป็นจุดที่น่าสนใจมากๆ เพราะผู้ชมสามารถรับชมได้ในระยะเผาขน หรือเข้าไปร่วมแสดงได้เลยทีเดียว

เดินเข้ามาก็พบกับโชว์แรก เป็นตัวตลกที่เน้นลูกโป่งและการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝีมือการเป่าและการดัดนั้นดูน่าประทับใจมากทีเดียว และก็มีการแสดงที่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยที่นักแสดงคือผู้ชมแถวนั้นนั่นเอง โดยที่ผู้แสดงจะลงพื้นที่หาที่ถูกใจเองเลยครับ

เดินมานั่งพักครับ วันนี้อากาศดีไม่ร้อนมาก เหมาะที่จะชมการแสดงจริงๆ แต่ผมทำธุระมาทั้งวันค่อนข้างเหนื่อยเลยต้องนั่งพักถ่ายรูปกันบ่อยหน่อย บวกกับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสวนลุมพินีนี่เลย คือตั้งแต่จำความได้ ผมคิดว่านี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินเข้ามาในสวนลุมพินีแห่งนี้ เลยต้องนั่งวางแผนกันหน่อย

นักแสดงไทยครับ กลุ่มนี้ชื่อ Jona puppet ซึ่งเป็นคู่ชีวิตที่ทิ้งการดำเนินชีวิตแบบปกติทั่วไป มาอยู่แบบพอเพียงและพัฒนาศิลปะหุ่นเชิดทางเหนือขึ้นมาครับ ผมเองไม่แน่ใจว่าต้นกำเนิดนั้นมาจากไหน แต่ดูๆแล้วเป็นละครพลงหุ่นเชิดที่น่าสนใจทีเดียว มานั่งคิดดูแล้วประเทศไทยเราก็มีศิลปะเก่าแก่หลายแขนงที่ไม่อยากให้สูญเสียไป สำหรับตอนนี้เรามีเทคโนโลยีมากมายในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ จัดเก็บ และพัฒนา ศิลปะเก่าแก่ของประเทศได้ซึ่งถ้าประชาชนและหน่วยงานภาครัฐเ้ข้ามาส่งเสริม ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถนำรายได้เข้าประเทศมาพัฒนาชุมชนได้อีกมากมาย

หลังจากดูโชว์จากหนุ่มต่างประเทศคนหนึ่งครับ จำไม่ไ้ด้ว่าเขาชื่ออะไร แต่จำได้ว่าเขาทำอะไร โชว์นี้บันเทิงมากแม้จะเงียบๆงงๆเป็นบางครั้งเพราะการสื่อสาร แต่ก็ขำดีทีเดียว คือติดปากเขาคือ WOW ! Amazing ประมาณว่าเชียตัวเองก็ฮาได้ แต่แกฮาจริงๆครับ อดขำกันไม่ได้เลยทีเดียว

นี่คือเวทีที่ใหญ่ครับ [...]

Continue Reading...

หนึ่งวันกับการเดินทาง ชมทิวทัศในวันพิเศษ ของกรุงเทพฯ

เมื่อวานก่อน ซึ่งเป็นวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมมีแผนจะเที่ยวชมงานวันพ่อที่จัดที่ถนนราชดำเนิน ถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม…
สำหรับตอนนี้เป็นเรื่องเล่าตอนที่ผมคิดว่าน่าจะยาวมากๆอีกตอนหนึ่งเลยทีเดียวเพราะผมเองได้พบเจอกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่างมากมายสำหรับวันนี้ เราจะมาเริ่มต้นกันตั้งแต่เช้าของวันกันเลยครับ
เช้าวันศุกร์ที่ 11 ผมตื่นมาในเวลาที่เร็วกว่าปกติ เพราะคิดว่าจะติดรถของแม่ออกไปที่ถนนลาดพร้าว เพื่อไปขึ้นรถเมล์ต่อ การเดินทางไปแถวๆสนามหลวง – ราชดำเนินนั้น สำหรับผมแล้ว การขับรถออกไปดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย เพราะต้องมาห่วงพะวงหลงทางและห่วงรถเวลาหาที่จอดกันอีก ดังนั้นการนั่งรถเมล์ไปจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางในวันนี้
ผมรอรถเมล์ไม่นาน สาย 44 ขาวฟ้า ก็ขับผ่านมา แม้ไม่ใช่รถแอร์ แต่ผมก็ขึ้นไปเพราะไม่อยากจะมายืนรอโอกาสต่อไปซึ่งไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ และผมเองไม่อยากเสียเวลาของวันนี้ไป แต่การนั่งรถเมล์ครั้งนี้มีผลทำให้เกิดอาการ..เป็นหวัด ครับเป็นหวัด เพราะฝุ่นมากมายบนถนนรวมทั้งไอแดดด้วย อ่านดูแล้วเหมือนผมจะเป็นคนอ่อนแอซะเหลือเกิน แต่นั่นก็เป็นความจริง ผมเป็นคนแพ้อากาศง่ายมาก ถ้าอากาศเปลี่ยนแดดร้อนฝนตก ก็มักจะน้ำมูกไหล อาการนี้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมในวันนั้นๆเป็นอย่างมาก แต่สำหรับวันนี้ ผมจะไม่ไปคิดถึงมันให้มากนัก เพราะเป็นแล้วก็คงไม่หายจนจบวัน เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวผมมักจะพกผ้าเช็ดหน้าสองผืนตลอดเผื่อเกิดอาการเช่นนี้
ผมไปถึงถนนราชดำเนินประมาณ 11 โมง โดยวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปดูงานที่หอศิลป์ ตรงนั้นก่อน ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามีงานอะไรเหมือนกัน ก็เข้าไปถามเขาปรากฏว่าวันนี้มีสองงานจัดแสดงอยู่ซึ่งงานแรกเป็นภาพของศิลปินซึ่งวาดรูปในหลวงด้วยสีชอล์ก ซึ่งดูแล้วมีสเน่ห์มากๆ จังหวะการปาดสีชอล์กนั้นผมคงต้องเรียนรู้อีกนานกว่าจะทำได้ อีกงานหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆมาวาดรูปร่วมกันที่หอศิลป์เลย ซึ่งวันที่ผมไปนั้นผลงานทุกชิ้นสำเร็จเสร็จสิ้นหมดแล้ว และกำลังจัดแสดงอยู่ มีหลายชิ้นที่ผมชอบ ในความคิดสร้างสรรค์ หลายชิ้นที่ชอบในความอุตสาหะพยายาม หลายชิ้นที่พยายามจะสื่ออะไรบางอย่างแม้จะดูยากก็ตาม การดูงานทุกครั้ง [...]

Continue Reading...

เขื่อนนครนายก

ไปเที่ยวนครนายกครั้งนี้เนื่องด้วย คุณผิงชวนไปงานแต่งงานเพื่อนของเธอนั่นเอง…
การเดินทางสำหรับนครนายกนั้น ถือว่าไม่ไกลเลยถ้าเราเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งระยะทางไม่มากนี้ทำให้เรามีเวลาพอจะเหลือเที่ยวในที่ต่างๆนี้ได้ วันนี้เนื่องจากไปงานแต่งงานก็เลยไม่ได้แวะที่ไหนมากมาย ก็จะมีแต่ไปเขื่อนนี่แหละครับ
ผมขับรถขึ้นไปที่เขื่อนเพื่อชมวิวทิวทัศรอบๆเขื่อน จริงๆผมเองก็ไม่เคยมาเขื่อนนี้หรอกครับ เคยไปแต่เขื่อนอีกที่หนึ่ง ซึ่งตอนนั้นยังเด็กอยู่ ความทรงจำตอนนั้นมีแค่ ร้อน น้ำเยอะ ลมแรงๆ ไม่มีอะไรนอกจากนี้ แต่สำหรับตอนนี้ผมโตขึ้นมาหน่อยแล้ว จึงทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่าเดิมเช่น ร้อนมากๆ น้ำเยอะแยะเต็มไปหมด ลมแรงๆจะพัดร่มปลิวได้… ครับ มันดูไม่เปลี่ยนแปลงเลยใช่ไหม
จริงๆเขื่อนมันก็แค่เก็บกักน้ำแหละครับมันก็ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรให้เราได้ชื่นชมกันมากกว่านี้ พอลงมาจากเขื่อนมาข้างล่างตรงแถวๆที่ขายอาหารกันเพื่อพบเพื่อนคุณผิงคนหนึ่งซึ่งทำมาหากินอยู่แถวนั้น ซึ่งผมก็ได้รู้ทีหลังว่าในรอบๆเขื่อนนั้นมีสถานที่ทำกิจกรรมมากมาย เช่นล่องเรือ ล่องแก่ง แต่สำหรับตอนนี้ คนไม่มีเวลาและไม่ทุนทรัพย์อย่างผมคงต้องรอเก็บตังตั้งหน้าตั้งตารอไปก่อน

รูปเขื่อนฝั่งที่เก็บน้ำครับ กว้างใหญ่มากๆ พอรู้ว่าระดับน้ำลึกแค่ไหนก็ขนลุกขึ้นมาทันทีเลยนะนี่

นี่คือมุมมองที่มองลงไปยังอีกฝั่งหนึ่งครับ เป็นถนนและเมืองซึ่งอยู่ต่ำลงไปมากๆ

แถมท้ายด้วยรูปตั๊กแตนเทอร์โบครับ รูปนี้บังเอิญว่าตั๊กแตนมาเกาะหน้ากระจกรถและถ่ายด้วยความตั้งใจ แต่ภาพดันบังเอิญออกมาแบบนี้ เพราะแม้จะถ่ายอย่างตั้งใจ แต่ขับรถอยู่จะถ่ายก็ไม่ถนัดเลยได้ภาพแบบนี้มาครับ ( เบรกแล้วค่อยถ่ายนะ )
สวัสดี

Continue Reading...

พักผ่อน ฟังดนตรี สวนรถไฟ

เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์ครับ ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ตั้งใจจะไปสวนรถไฟกัน เพื่อที่จะไปพักผ่อนและเตรียมตัวดูคอนเสิร์ตที่จัดในสวนรถไฟนั่นเอง…
หลายวันก่อนคุณผิงได้โทรไปที่ FMONE 103.5 เพื่อรับบัตรคอนเสิร์ตที่จัดในสวนรถไฟนั่นเอง ซึ่งตอนนั้นผิงได้ยินแค่แว่บๆแล้วโทรไปแล้วได้บัตรเลย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ได้ไปสวนรถไฟวันนี้กัน
ผมไปถึงสวนรถไฟช่วงบ่าย 1 ซึ่งแดดร้อนพอดู แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าถ้าผมนั่นใต้ต้นไม้ใหญ่ๆแล้วนั้น ร่มเงาของต้นไม้คงจะทำให้หายร้อนไปได้แน่นอน พอไปถึงก็นัดเจอเพื่อนซึ่งก็ได้ไปเช่าจักรยานกัน
ซึ่งคราวนี้ผมกับผิงแยกเช่ากันคนละคัน เพราะคราวที่แล้วดูเหมือนจะยากลำบากมากๆกับจักรยานคันเดียว ของเยอะ คนหนัก ครั้งนี้เลยแบ่งกันไป ซึ่งดูแล้วสะดวกดีที่เดียว ใครอยากปั้นซ้าย ขวา ช้า เร็วอย่างไรนั้นก็ตามสะดวกกันเลย
แต่เป็นที่น่าแปลก เบาะของจักรยานที่สวนรถไฟนั้น แม้ว่าจะเสริมฟองน้ำอีกชั้น ก็ยังทำให้ปวดก้นอยู่ดี การเจอพื้นที่ขรุขระบางช่วงคงไม่ใช่ปัญหา เพราะแต่ก่อนผมปั่นจักรยานโบราณเบาะหนังราคาไม่กี่บาทเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญหาปวดก้นเลยแม้ว่าจะเจอทางขึ้นลงขรุขระหลุมบ่อ เพียงใด แต่ไม่เป็นไร เราปั่นกันไม่นานอยู่แล้ว ซักพักผมกับผิงก็ไปหาที่นั่งๆนอนกัน ปล่อยให้เพื่อนๆปั่นไปต่อกันตามอัธยาสัย

ตรงที่ผมนั่งนั้นเป็นพื้นที่โล่งกว้างๆซึ่งมีกานับ ยี่สิบตัวบินวนอยู่ทั่วไป เสียงร้อง กา กา กา ดังสนั่นลั่นไปหมด ผมเองไม่ได้สนใจเสียงนั้นสักเท่าไรเพราะ แถวๆบ้านก็มีกา ซึ่งชอบส่งเสียงเป็นประจำอยู่แล้ว แต่กังวลว่าการที่นอนอยู่แถวนี้จะมีโอกาสที่กาจะปล่อยของเสียใส่ลงมาหรือไม่นี่สิ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า

แต่นั่งได้ไม่นานก็เหมือนเมฆฝนจะพัดมา มาเอื่อยๆ ลอยกันมาแต่ไกล ผมและเพื่อนจึงได้ย้ายไปยังที่ ที่สามารถวิ่งเก็บของหลบฝนได้ทันที ซึ่งก็วนไปหาอยู่พักหนึ่งก็มาปูเสื่อนอนกลางทุ่งหญ้าเขียวๆกันเลย ซึ่งข้างๆนั้นเป็นศูนย์ผีเสื้อล่ะมั้ง สามารถวิ่งไปหลบฝนได้ [...]

Continue Reading...