| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
กลับไปเป็นนิสิตอีกครั้ง หลักจากห่างหายจากการเรียนในห้องเรียนมาเกือบสี่ปี วันนี้ไปเรียนครั้งแรก หลังจากได้รับคัดเลือกเข้าเรียนที่ ymba ม.เกษตร เหมือนทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว …ไม่เป็นไรผมจะเล่าให้ฟัง 15 พฤศจิกายน 2552 สมัครสอบ ผมไปยื่นใบสมัครสอบที่ คณะบริหาร ม.เกษตร ซึ่่งในใบประกาศเขาบอกว่าวันนี้เป็นวันรับสมัครวันสุดท้าย และผมก็มีเวลาแค่วันนั้นพอดี ผมเองจำไม่ได้ว่าช่วงนั้นทำอะไรอยู่ จำได้แต่ว่างานยุ่งมากๆเลย พอไปถึงที่ เกษตรเขาก็ให้เลือกว่าจะสอบเข้าสาขาไหนบ้าง ถ้าเลือกสองสาขาแบบว่าสำรองได้ก็ 900 สาขาเดียวก็ 700 ร้อย ด้วยความมุ่งมั่นที่ตัวผมมี และจากการวิเคราะห์จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่เรียนบริหาร SME มาแล้วนั้น ผมจึงตัดสินใจเรียนภาคค่ำวันธรรมดา ซึ่งเรียนด้วยกัน 3 วันคือจันทร์ พุธ และศุกร์ ที่ผมตัดสินใจเช่นนี้นั้น อาจเพราะมีเหตุผลเดียวนั่นคืออยากเก็บวันเสาร์อาทิตย์ไว้ใช้เวลาไปไหนมาไหนบ้าง ซึ่งสิ่งนั้นมันจะดูสำคัญในเชิงสังคม(ของผมเอง)มากพอสมควรเลยทีเดียว และหลังจากนี้ก็รอสอบไป.. 29 พฤศจิกายน 2552 วันสอบ และแล้ววันสอบข้อเขียนก็มาถึง เวลาที่ผมใช้ทบทวนนั้นมีไม่มาก ประมาณ 1 อาทิตย์กว่าๆเท่านั้น ซึ่งในเวปบอร์ดของ ymba รุ่น 15 เขาก็บอกว่าข้อสอบแนว GMAT [...]
เริ่มเย็นลงแล้ว แต่.. ก็นอนต่อไม่ได้ แม้ว่าจะอยากนอนเพียงแค่ไหน คงเป็นได้แค่ความอยากบนเตียงนุ่มๆเท่านั้นเอง เหมือนอากาศจะเป็นใจ ในช่วงนี้ผมมีงานค่อนข้างเยอะเลยทำให้ต้องตื่นตั้งแต่เช้า ซึ่งเช้ากว่าปกติ 2-3 ชั่วโมง กันเลยทีเดียว ถ้าอากาศร้อนเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมาคงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะนอนไปก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ มาตอนนี้.. อากาศมันเริ่มเย็นลงครับ วันนี้ลมหนาวพัดมาแต่เช้า มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นใบไม้ปลิว ลมเย็นอ่อนๆ พัดมาตลอดเวลา ชวนให้ง่วงดีจริงๆ การที่อากาศเย็นนั้นจะดีมากสำหรับการนั่งทำงานของผม เพราะผมไม่ชอบเปิดแอร์ ดังนั้นเวลาร้อนก็มักจะเหงื่อซึมๆทำให้ต้องอาบน้ำบ่อยๆ แต่อากาศหนาวนั้นทำให้ทำงานได้นานขึ้น อุึปสรรคมีอย่างเดียวคือความขี้เกียจของตัวผมเอง ซึ่งเป็นตัวคอยฉุดรั้งให้เดินไปนอนลงบนเตียงนุ่มๆผ้าห่มฝืนโปรดและมุมหมอนอันสุดแสนจะคุ้นเคย คงได้แต่หวังว่าจะให้อากาศดี มีลมเย็นๆพัดมาให้ชื่นใจอย่างนี้ ไปอย่างน้อยๆก็สักประมาณสัปดาห์หนึ่งก็คงจะดี เพราะมันก็ไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการปรับตัวของผมเอง กับสภาพอากาศแบบนี้ สวัสดี
สภาวะอากาศช่วงนี้ เปลี่ยนแปลงบ่อย และเกินคาดเดา ผมขอเรียกมันว่าหน้าหนาวแสนร้อนแอบปนฝน… นานแล้วที่ชาวกรุงเทพฯ ไม่ได้สัมผัสความหนาวหรือความเย็นที่จะมาดับความร้อนอย่างธรรมชาติ ซึ่งกว่าจะหนาวทีก็ต้องรอกันเป็นปีๆไม่ก็ต้องเดินทางกันไกลๆเพื่อไปรับความหนาวเย็นที่ยากจะหาได้ในกรุงเทพฯ คงจะมีก็แต่ในห้างฯ ที่เปิดแอร์ตลอดคอยบริการให้เราต้องเสียตังเดินทางออกไปรับอากาศเย็นๆ อย่างที่รู้กันว่าผมนั้นไม่ชอบแอร์สักเท่าไร ผมมักจะยอมทนร้อนโดยไม่เปิดแอร์เลยก็ได้ ( เวลาอยู่บ้าน ) เพราะความเย็นจากแอร์มันไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย ไม่ว่าจะแอร์ยี่ห้อไหนก็ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเสมอ ผมรอเพียงแค่ว่าจะได้ทำงานไป เปิดกระจกไปรับลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเล็กๆ เข้ามายังห้องผมบ้าง… อาจเพราะภาวะโลกร้อนทำให้มันแปรปรวนขนาดนี้ แปรปรวนถึงขนาดที่ว่าช่วงนี้ฝนตก และอากาศร้อนอบอ้าวกันเลยทีเดียว ตอนนี้ผมเองก็พยายามจะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางอย่าง ที่พอจะช่วยให้สิ่งแวดล้่อมรอบๆตัวผมดีขึ้นบ้าง และต่อไปมันก็คงจะช่วยให้โลกร้อนช้าลงได้บ้าง (0.0000000000001 วินาที อะไรแบบนี้ ) แต่อากาศทุกวันนี้ ยิ่งร้อนผู้คนยิ่งเผาผลาญ ยิ่งร้อนผู้คนยิ่งทำลาย ยิ่งบุกรุก เพื่อที่จะหาพื้นที่ให้ตัวเองอยู่สบายมากขึ้นโดยไม่ต้องมาทนลำบากกัน ดังนั้นความหวังว่าโลกมันจะเย็นลงสำหรับผมนั้นคงจะไม่มี เพราะเราไม่มีวันเปลี่ยนคนหมู่มากได้ สิ่งที่จะทำได้ก็คงจะมีแค่ทำให้พื้นที่รอบๆบ้านเป็นสีเขียวเท่านั้นเอง ถ้าทุกอย่างมันค่อยๆกลับเป็นเหมือนเดิม เราก็คงไม่ต้องสับสนหน้าฝนในหน้าหนาว หน้าหนาวในหน้าร้อน หรือ หน้าร้อนในหน้าฝนที่ไม่มีฝนเลย อย่างแน่นอน แต่ว่ามันก็คงจะไม่เป็นอย่างนั้นได้ตามที่เขียนไว้ข้างต้น เราก็เลยต้องมานั่งทำใจสับสนกับฤดูกาลที่วกวนกันต่อไป… สวัสดี
To do list คือการจดบันทึกย้ำเตือนสิ่งที่ต้องทำ ควรจะทำ หรือน่าจะทำ… การจดนั้นสามารถป้องกันการลืมได้อย่างดี โดยเฉพาะคนลืมง่ายแบบผม โดยปกติแล้วก็จะจดสิ่งที่ต้องทำประจำวันไปในกระดาษแผ่นเล็กๆเสมอๆ เพื่อป้องกันการลืม เพราะการออกจากบ้านแต่ละครั้งมันมีเหตุการณ์ชวนให้หลงลืมจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้จริง หรือแม้แต่การทำงานในบ้าน หรืองานที่ต้องทำในช่วงนั้นๆ ผมก็จะทำ to do list ไว้เสมอ นี่เป็น to do list สำหรับงานที่ต้องทำตลอดครึ่งปีแรกของปี 2553 นี้จริงๆอยากเขียนให้หมดทั้งปี แต่แบ่งเป็นสองช่วงไว้ก่อนดีกว่าเผื่ออะไรจะเปลี่ยนแปลงไปได้ สำหรับแผนในครึ่งปีแรกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำเวปไซด์ใหม่ และวาดโปสการ์ดใหม่ๆซึ่งดูแล้วก็เหมือนกับปีก่อนๆ แต่ในส่วนของเวปไซด์นั้น ผมมุ่งเน้นไปทางเวปเครือข่าย เพื่อจะได้ปั้นเวปไซด์ที่สามารถสร้างรายได้ในเวลาต่อๆไป ซึ่งจะนำพารายได้รายเดือนแบบต่อเนื่องมาสู่ผมนั่นเอง(คิดไปว่าอย่างนั้น) จริงๆแล้วสำหรับแผนการเวปไซด์ของผมนั้นไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะสร้างรายได้ให้รุ่งเรืองได้เลย เพราะมันเหมือนเป็นกาีรเสี่ยงล้วนๆ แถมเป็นการลงทุนด้วยเวลาที่ให้ผลตอบแทนช้ามากๆ ยกเว้นแต่ผมจะมีความสามารถในการสร้างเม็ดเงินจริงๆ จริงๆแล้วผมกำลังลองเสี่ยงดูกับความสามารถที่ผมมีอีกครั้งครับ ผมเองไม่แน่ใจนักว่าผมเก่งหรือเชี่ยวชาญด้านไหนกันแน่ เพราะลองไปจับอะไรแล้วมันก็ดูสนุกและน่าเรียนรู้ไปซะหมด ผมเองไม่เลือกที่จะเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งให้เก่ง และแน่นอนความคิดของผมแบบนั้นมันไม่ดีเอาซะเลย เพราะว่าการไม่เก่งด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้การหางานลำบากนิดหน่อย และดูอนาคตจะลำบากมากตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ผมน่าจะมีเวลาอย่างน้อย 4 – 5 ปีก่อนที่ผมจะต้องเลือกเส้นทางหลักของชีวิตอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ก่อนที่ผมจะต้องเริ่มแบกรับภาระในชีวิตด้วยตัวเองทั้งหมด ผมควรจะเสี่ยงเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นี่คือก้อนความคิดของผมที่เป็นแนวทางในการเรียนรู้ในปีที่ผ่านๆมาและปี 2553 นี้นี่เอง [...]
ขึ้นปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกๆท่าน มีความสุขกายสุขใจ ไร้ทุกข์กายทุกข์ใจ วันนี้เป็นวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันขี้นปีใหม่ สำหรับผม ประเทศไทย และทั่วโลก…