| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
แทบจะไม่เชื่อตัวเองเลยว่า ปัจจุบันกิจกรรมยามว่างของผมคือการนั่งพิมพ์บล็อก เพราะแต่ก่อนนี้ผมไม่ค่อยได้สนใจและ มองคนที่เขียนไดอารี่หรือบล็อกด้วยอคติด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้การเขียนบล็อกกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตผมไปเสียแลัว อาจจะเป็นอย่างที่โบราณว่าไว้ “เกลียดอะไรก็จะได้อย่างนั้น” แต่ก็ผิดไปนิดหนึ่งก็คือมันเปลี่ยนจากมุมมองด้านลบๆ มาเป็นบวกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะถ้าผมไม่ชอบ ผมคงไม่สามารถนั่งพิมพ์บล็อกทุกวันได้อย่างนี้หรอก แต่ก่อนนั้น… เมื่อหลายปีก่อน ผมเห็นเพื่อนที่ร่วมเรียนด้วยกันเขียนบล็อก ผมเองมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลามาก ทำไมผมต้องมานั่งเสียเวลาเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นอ่านด้วย มันไม่จำเป็นเลย ซึ่งผ่านไป 4-5 ปีผมก็ยังมีมุมมองนี้อยู่ดี แต่ไม่นานนักเมื่อชีวิตผมเปลี่ยน ตั้งแต่ชีวิตที่ได้เปลี่ยนไป… ผมเคยเป็นพนักงานบริษัทเหมือนกับชาวบ้านที่เขาเป็นกัน ชีวิตนั้นก็สุขสบายดีอยู่แล้ว ขาดอย่างเดียวคือการสนองตอบความสามารถในตัวผม ผมเองคิดว่าผมทำอะไรได้มากกว่านั้น ความสามารถผมมากกว่านั้น จึงตัดสินใจลาออกมาทำกิจการเล็กๆที่ใช้ความสามารถตัวเองได้เต็มที่ และคิดได้เต็มที่ ฝันได้เต็มที่ เจ็บได้เต็มที่ มันน่าสนุกถ้าผมจะทำอะไรที่อยากทำในขณะที่ยังจะพอทำอะไรได้อยู่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผม การประกอบกิจการส่วนตัวนั้นจำเป็นต้องลงแรงทุกอย่างที่มี ทักษะที่เคยสั่งสมมาแต่ไม่เคยคิดจะใช้ทำมาหากิน นั่นคือทักษะการทำเว็บไซต์ แต่ก่อนไม่เคยคิดจะทำเว็บไซต์เพราะยุ่งยาก แต่ทุกวันนี้ก็ต้องมานั่งทำเพราะความจำเป็นและก็กลับชอบขึ้นมาอีกด้วย และการเขียนบล็อกก็ก้าวเข้ามา ณ จุดนั้น ในจุดที่ผมจำเป็นต้องเขียนบทความเผื่อโปรโมตเกี่ยวกับกิจการของผมให้คนอื่นได้รับทราบ และจากการพิมพ์บล็อก (เขียนบล็อก) เพื่อการโฆษณา ปัจจุบันมันกลายเป็นงานอดิเรกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมกลับสนุกที่ได้บันทึก ได้เรียบเรียง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ผมได้รับมา ผมรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองได้พัฒนาทักษะการพิมพ์ได้ดีขึ้น จากความเห็นบางส่วนของผู้ที่มาตอบ สำหรับตอนนี้ผมก็คงจะเล่าไปถึงแค่ทำไมมันถึงกลายมาเป็นกิจกรรมยามว่างของผมได้ และคิดว่าคงจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ วิธีการ เกี่ยวกับบล็อกเพิ่มขึ้นด้วยครับ [...]
ได้กล่าวถึงบอนสีกันไปแล้วในตอนที่ผ่านมา และในตอนนี้ก็จะเล่าให้อ่านกันถึงความสุนทรีเกี่ยวกับกระบองเพชรของผม ซึ่งหลายคนน่าจะเดากันได้แล้วหากว่าติดตามบล็อกกระบองเพชรของผม ทำไมผมถึงเปลี่ยนมาสนใจกระบองเพชร? อาจจะเป็นคำถามที่หลายๆคนคงจะไม่อยากถามเพราะเข้าใจว่า ผมอาจจะเบื่อ อาจจะเลิกสนใจ อาจจะยุ่งหรืออะไรก็ตาม แต่คำตอบของผมนั้นได้อยู่ในบทความตอน ห่างหายบอนสี สุนทรีกระบองเพชร ภาคบอนสีแล้วครับ และคำตอบของผมก็ไม่รู้ว่าจะตรงกับที่ใครหลายๆคนเดาหรือเปล่า แต่ผมเองไม่ได้มองว่าอะไรดีร้ายหรือชอบอะไรมากกว่ากันอย่างไรครับ เพราะผมมองว่าไม้ประดับก็คือไม้ประดับนั่นแหละ ปัญหาก็คือปัจจัยภายนอก ภายในใจของผมนั้นชอบทุกอย่างที่เลี้ยงง่ายเท่านั้นเอง… บอนสีและกระบองเพชรมีจุดร่วมกันหนึ่งจุดครับนั่นคือมันจะทนแล้งได้ดี แต่บอนสีกลับทนชื้นได้มากกว่ากระบองเพชร ซึ่งกลายเป็นข้อด้อยของกระบองเพชรในเมืองไทยทันทีครับ เพราะในเมืองไทยนอกจากจะร้อนแล้ว บ้านเรายังจะชื้นอีกด้วย ซึ่งทำให้กระบองเพชรเสียหายหรือเสียชีวิตไปบ่อยๆครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้ปลูกเลี้ยงกระบองเพชรได้เจอกันครับ สำหรับในมุมมองของผมแล้ว ผมไม่ได้มองกระบองเพชรเหนือไปกว่าบอนสีเลยครับ (เรื่องความอึด) แต่กระบองเพชรนั้นมีการเติบโตที่ช้า แต่กลับมีการขยายพันธุ์ที่ทำได้เร็วซึ่งนี่เป็นอีกจุดที่ผมชอบครับ อาจจะไม่สามารถควบคุมได้ดีเท่าบอนสี (บอนสีมีการทำให้พักหัวเพื่อออกดอกได้) แต่กระบองเพชรก็สามารถให้ดอกได้ตลอดเวลาในหนึ่งฤดูกาลออกดอกของมัน ขอแค่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับมันเท่านั้น ในขณะที่บอนสีกลับให้ดอกได้ไม่มากซึ่งถ้าอยากได้ดอกมากอาจจะต้องมีหัวบอนที่ใหญ่หน่อย แต่สิ่งที่ดึงดูดผมเข้าสู่กระบองเพชรนั้นไม่ใช่การผสมเกสรแต่อย่างใด มันกลับเป็นการต่อต้นตอ หรือการกราฟ (Graft) นั่นแหละครับ การกราฟเพิ่มมิติให้ความน่าสนใจที่เคยมีนั้นมีความลึกขึ้นไปอีก นี่คือสิ่งที่บอนสีไม่มี การต่อต้น หรือการต่อกิ่งแบบนี้ มักจะมีให้เห็นในไม้ทั่วไป แต่ไม่ใช่ไม้ที่มีลักษณะหัว ซึ่งมันเป็นความรู้ความเข้าใจที่ผมเองยังไม่ได้เชี่ยวชาญนักในปัจจุบัน และผมยังมองว่ามันน่าค้นหาเสมอ ผมค้นหาข้อมูลมากมายจากฝั่งตะวันตก ภาษาอังกฤษยังเป็นภาษาที่สองที่ผมพอจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก การค้นหาข้อมูลจากสองภาษาอาจจะเป็นข้อจำกัดของผมก็ได้ เพราะจริงๆแล้ว ญี่ปุ่นดูจะเป็นผู้นำในการพัฒนาสายพันธุ์กระบองเพชร ในโลกเสียมากกว่า แต่มันติดที่ผมไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเลยสักนิด ทำให้พลาดโอกาสดีๆไป [...]
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมให้เวลากับกระบองเพชรและรดน้ำบอนสีไปพร้อมกันในหนึ่งวัน ผมเคยลองคิดหลายครั้งแล้วว่าทำไมผมถึงไม่เพาะบอนสีต่อ แต่กลับมาเพาะและเรียนรู้กระบองเพชรแทน ผมมองบอนสีว่า เป็นสิ่งที่ผมพิชิตได้แล้ว และเรียนรู้จนครบวงจรของมันแล้ว (รู้กว้างแต่ไม่รู้ลึก) ผมขาดเพียงแค่การพัฒนาพันธุ์ให้ได้ตามที่ผมต้องการเท่านั้นเอง แต่การพัฒนาพันธุ์นั้นกลับเป็นไปไม่ได้ในพื้นที่ที่ผมมี ซึ่งนั่นเป็นข้อจำกัดที่แสนจะอึดอัดของผม เพราะบอนสีหนึ่งต้นนั้นใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก และต้องการแสงมากพอๆกับพื้นที่ นั่นหมายความว่าถ้าผมยังฝืนขยายพันธุ์ต่อไป ผมอาจจะไม่มีที่เลี้ยง และนั่นก็เป็นจริงดั่งที่ผมคิด ทันทีที่ลูกไม้ที่ผมหัดผสมเกสรได้งอกและโตขึ้นมา มันทำให้พื้นที่ ที่ผมมีนั้นเล็กไปถนัดตา ซึ่งทำอย่างไรที่ในบ้านก็คงไม่สามารถขยายได้ แม้ว่าจะพยายามขนาดไหน การเติบโตของลูกไม้ก็ยังล้นออกมาอยู่ดี ขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ผมคิดไปว่าถ้าผมเอาไม้มาแจกในบล็อกนี้บ้าง จะดีไหม จะมีคนสนใจไหม เพราะว่าลูกไม้บางต้นก็เล็กเกินไปกว่าที่ผมจะบอกได้ว่าผมเองชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี หรือเป็นลักษณะที่ผมต้องการหรือไม่ (เอาง่ายๆว่าชอบทุกต้นเลยเสียดาย ) หลายครั้งที่มีญาติมาบ้านหรือมีเพื่อนมาผมก็มักจะให้บอนสีที่ผมได้จากการผ่าหัวบอนสีติดกลับไปบ้าง เพราะนอกจากจะให้คนรู้จัก ได้รู้จักกับบอนสีแล้วมันยังเป็นหนทางที่ผมจะได้พื้่นที่เดิมด้วย มันจะง่ายมากสำหรับเรื่องนี้ถ้าผมมีสวนหรือไร่ หรือพื้นที่เป็นไร่ๆ และไม่ต้องมาคอยกังวลกับการขยายตัวในแนวราบแบบนี้… ผมเองรอวันที่จะมีที่ ที่เหมาะสมพอที่บอนสีจำนวนมากจะเติบโตได้ มีแสงและสภาพแวดล้อมเหมาะสมพอที่ผมจะสามารถพัฒนาพันธุ์ต่อไปได้ และคิดว่าวันนั้นคงไม่ไกล สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับบอนสี ก็คงได้ติดตามกันมากขึ้นในช่วงปีสองปีนี้ใน Dinp Caladium Blog อย่างแน่นอน สวัสดี
เป็นอีกหนึ่งวันที่ใช้เวลาทุ่มเทกับการอ่านผลงานวิจัยเก่าๆ เพื่อทำงานวิจัยของตนเอง และเมื่อถึงเวลาที่ควรจะพัก ก็จำเป็นต้่องพัก เพราะร่างกายจำเป็นต้องได้รับการดูแล… อาหารกลางวันในมื้อนี้ยังเป็นมื้อที่เรียบง่าย ผมมีปลาจาระเม็ดที่แม่ทำไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งเป็นปลาราดด้วยเครื่องเทศประมาณนั้นครับ ผมเอาปลาไปอุ่นเหมือนที่เคยทำตามปกติและรอว่าเมื่อไหร่ปลาจะสุก ระหว่างที่รอก็พักสายตาจากการเพ่งที่ยาวนานโดยการมองไปที่สวนหลังบ้าน… หลังบ้านของผมเป็นสวนดาหลาของแม่ จะเรียกว่าสวนอาจจะใหญ่ไป เอาเป็นว่ามันคือดงดาหลาแล้วกัน ดงดาหลาให้ดอกตลอดปีเท่าที่มันจะให้ดอกได้ ผมเห็นดอกมันเสมอๆ ความงามของดอกดาหลามีให้ดูจนชินตา ความยาวของก้านและใบมันสูงกว่า สี่เมตร สูงขึ้นไปจนถึงชั้นสองเลยทีเดียว นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่มันออกดอกตลอดก็ได้ แน่นอนว่าการพักผ่อนสายตามักจะมองกวาดไปรอบๆ ผมก็มองไปยังสีเขียวๆเช่นเคย มองไปยังกิ่ง ก้าน ใบ ของดาหลา “มีใบร่วงลงมาติดก้านอีกแล้ว ” ผมคิดเหมือนที่เคยๆเห็น แต่คราวนี้กลับไม่ใช่อย่างที่เคยเห็น เพื่อนใหม่…? มีเพื่อนใหม่ในสวนที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาครับ ผมมองมันผ่านกระจกที่หน้าต่าง และมันก็มองผม งูเขียวตัวอ้วนประมาณเส้นรอบวงนิ้วโป้่ง และยาวพอที่จะพันกิ่งเรื่อยลงมาจนถึงดอกดาหลาได้ มันเป็นงูสีเขียวปกติ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันคืองูเขียวรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ผมจะไม่เปิดกระจกต้อนรับมันเด็ดขาด ทันทีที่เห็นมัน ผมลืมปลาจาระเม็ดที่อุ่นไว้วิ่งไปหยิบกล้องบนห้อง ลงมาถ่ายนายแบบที่ไม่ได้รับเชิญตัวนี้ มันยังคงไม่ไปไหน มองผมอยู่ตลอด และกว่าที่ผมจะได้มุมกล้องที่มันไม่ได้มองมานั้นก็นานมาก ถ่ายรูปไปเยอะเหมือนกันเพราะคิดว่าคงไม่ได้เจอมันบ่อยๆ แต่ผมก็ไม่แปลกใจเพราะดงดาหลาหลังบ้านนั้น ทั้งรก ทั้งชื้น เหมาะแก่การหาอาหารสำหรับงูมากๆ เมื่อผมทานข้าวเสร็จ และไปทำกิจกรรมส่วนตัวสักพักก็กลับมาดูมัน และคิดว่าจะถ่ายรูปเก็บไว้อีกชุด แต่มันก็หายไปแล้วครับ… [...]
วันนี้เป็นวันที่แดดออกเป็นวันแรก หลังจากฝนตกติดต่อกันถึงสามวัน นี่ขนาดผมอยู่ในกรุงเทพ การระบายน้ำค่อนข้างดีกว่าแถบชานเมือง ถ้าฝนตกสามวันแบบนี้ชานเมือง และต่างจังหวัดคงจะหนักใจไม่น้่อย แต่วันนี้เป็นวันที่แดดออก แม้จะเป็นแดดเช้าถึงเที่ยงก็ยังเป็นแดดที่ดี แดดที่หลายคนรอคอย เป็นแดดที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับหน้าร้อน แต่เมื่อมันอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาที่ฝนตกมันจึงมีค่ามากๆ หลายๆคนรีบตากผ้าในเวลานี้ หลายคนรีบทำธุระและกิจกรรมกลางแจ้ง เช่นจัดสวน ในเวลานี้เช่นกัน ผมเอากระบองเพชรที่ชำไว้รอรากออกมาตากแดด เพราะเชื่อว่าแดดจะเป็นตัวกระตุ้นให้มันเติบโตเร็วขึ้นและเมื่อมันอยากจะเติบโต แดดนี่แหละคืออาหารที่ดีเยี่ยมของมันเลยครับ ดังนั้นก็เลยเป็นโอกาสที่ดีที่จะเอาต้นกระบองเพชรทั้งหลายออกมาตากแดด (บางส่วนที่เลี้ยงในถาดหลุม จะยกง่ายครับ) สวัสดี