| QUICK LINK : Homepage | Share | Postcard Review | © blog.monkiezgrove.com |
วันนี้มีเรื่องให้คิดถึงคำถามนี้ขึ้นมา อาจจะเพราะไม่ได้วาดรูปมาก็นานแล้ว ก็เลยนึกย้อนไปถึงวันที่มีคำถามนี้เกิดขึ้น… กว่าจะวาดได้รูปหนึ่ง ใช้เวลานานไหม? กว่าจะวาดได้รูปหนึ่ง ใช้เวลานานไหม? เป็นคำถามที่มีลูกค้าถามตอนที่ผมไปเปิดร้านขายโปสการ์ดมังกีซ์โกรฟในงานปล่อยแสง ที่หอศิลป์แถวๆสยาม ตอนนั้นผมจำได้คับคล้ายคับคลาว่าจะตอบไปประมาณว่าวาดรูปหนึ่งไม่นาน แต่คิดนาน มาถึงวันนี้ดูเหมือนจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมลืมตอบไปด้วย…นั่นคือกว่าจะคิดจะวาดก็นานเหมือนกัน.. วันก่อนมีลูกค้าถามถึงลายใหม่จะมีเมื่อไหร่ แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนถาม แต่ผมเองไม่ค่อยได้นึกถึงคำตอบที่แน่นอนเท่าไหร่ จนกระทั่งนึกไปถึงคำถามที่ว่า กว่าจะวาดได้รูปหนึ่ง ใช้เวลานานไหม? นั่นเอง เมื่อสองความรู้สึกนี้มาบรรจบกัน “จะมีลายใหม่เมื่อไหร่ + วาดรูปหนึ่งใช้เวลานานไหม” ก็ทำให้มีคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคำถามว่ากว่าจะวาดได้รูปหนึ่ง ใช้เวลานานไหม? นั่นคือนานมาก… เพราะกว่าจะมีโปสการ์ดออกมาใบหนึ่ง ต้องใช้เวลาขบคิดจินตนาการไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าคิดแล้วออกมาเลย แต่ต้องคิดต้องวาดรูปในอากาศ ร่างภาพในความคิด ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะออกมาเป็นภาพต้นแบบ และปรับแก้ภาพในหัวอีกนับเดือนกว่าจะออกมาเป็นภาพร่างโดยใช้ดินสอ กว่าจากภาพดินสอจะถูกวาดเป็นโปสการ์ดอย่างที่เห็นนั้น ไม่ได้มีขั้นตอนต่อเนื่องกันอย่างที่คิด เพราะว่าหลังจากร่างแบบแรกแล้ว ผมจะปล่อยให้่มันตกผลึก “มัน” ในที่นี้คือความคิดและจินตนาการ ซึ่งบางทีก็มีการปรับแก้อีกที และบางทีก็วาดใหม่ยกเลิกรูปเดิมทิ้งไปเลยก็มี และขั้นตอนที่สำคัญที่สุดนั่นคือการวาด แต่ปัญหาคือเมื่อไหร่จะวาด น่าจะเป็นคำถามที่ชัดเจน มันยากมากที่จะบอกว่าเมื่อไหร่จะวาด เหมือนการวาดงานครั้งหนึ่งนั้นต้องใช้สมาธิและความตั้งใจสูงมากๆ ผมมักจะล็อควันเวลาไว้ก่อนจะวาดจริง จะไม่ไปไหนหรือไม่ทำธุระอะไรทั้งนั้น ทั้งๆที่เป็นงานวาดโปสการ์ดการ์ตูน แต่ก็จำเป็นต้องใช้สมาธิและอารมณ์ในการสร้างสรรค์รูปออกมา เพราะว่าโปสการ์ดรูปหนึ่งผมจะวาดครั้งเดียว หมายถึงให้งานจบ ณ ตรงนั้นเลย [...]
หลายวันก่อนในห้องเรียนวิชาเกี่ยวกับ SME ได้มีอาจารย์พิเศษมาสอนให้หัวข้อเกี่ยวกับกฏหมายครับ ซึ่งน่าสนใจมากๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจนั้นไม่ใช่ข้อกฏหมาย แต่เป็นประสบการณ์ที่อาจารย์ได้มาเล่าให้ฟังครับ ซึ่งปกติเขาก็ไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำครับ แต่มีความรู้ด้านกฏหมายรวมกับประสบการณ์ทางธุรกิจที่มากมาย จึงเป็นโอกาสที่เราได้มาเจอกัน บทเรียนในห้องที่น่าสนใจ เนื้่อหาที่เล่านั้นมีมากมายหลายหลาก การแบ่งปันประสบการณ์ในการเผชิญปัญหา ทางแก้ สิ่งที่ได้รับ มีอยู่ช่วงหนึ่งแกพูดถึงความรู้สึกถึงการประสบความสำเร็จ และมีความสุขเมื่อได้ทำธุรกิจ ซึ่งแต่ก่อนจะมาทำธุรกิจแกได้ทำงานเกี่ยวกับกฏหมาย ซึ่งก็มีรายได้มากอยู่แล้ว แต่มีเหตุการณ์ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนไปทำธุรกิจครับ โดยแกได้เล่าว่า การทำธุรกิจนั้นทั้งผู้ขายและผู้ซื้อก็มีความสุข คนขาย ขายของได้เงินก็มีความสุข คนซื้อได้ของตามที่หวังก็มีความสุข ผมฟังเนื้อหาเหล่านี้แล้วก็กลับมานึกถึงตัวเองว่าผมเคยมีความรู้สึกเหล่านี้บ้างไหม แล้วมันผ่านมานานแล้วแค่ไหน เรื่องราวที่ย้อนไปถึงอดีต ความรู้สึกยินดีและความสุขของผมเริ่มที่มังกีซ์โกรฟ มันเป็นวันที่แดดตอนบ่ายไม่ร้อนจนเกินไป ผมลองไปขายโปสการ์ดที่จตุจักรโดยตั้งแผงง่ายๆ ที่กางออกแล้วขายได้ทันที ซึ่งผมจำได้เลยว่าลูกค้าคนแรกของผมเป็นผู้หญิงวัยกลางคนหน่อยๆ ซื้อโปสการ์ดของผมไปสองใบ สมัยนั้นยังไม่มีชุดการ์ดและแบบการ์ดให้เลือกมากมายเหมือนตอนนี้ แต่ผมเองก็ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ มันมีความสุขมากๆ การขายงานศิลปะหรืองานฝีมือนั้น ต่างจากงานรับจ้างต่างๆที่ผมเคยทำมา งานที่มาจ้างผมทำ คือเขาต้องการในแบบของเขาจึงมาจ้างผมทำ แต่การขายงานศิลปะคือผมทำขึ้นมาก่อนแล้วเขาสนใจ เขาจึงซื้อ ความรู้สึกที่มีคนซื้อผลงานของเราโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน..สำหรับศิลปินด้อยประสบการณ์อย่างผม ถือว่าเป็นความรู้สึกปลาบปลื้มจนยากจะลืม ปัจจุบันผมไม่ค่อยมีเวลาหรือมีความคิดไปขายตามสถานที่ต่างๆแล้วเพราะเวลาและโอกาสนั้นไม่ค่อยจะอำนวยเท่าไหร่ จึงขายเฉพาะสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งผมก็ยังมีความสุขทุกครั้งที่มีรายการสั่งซื้อเข้ามา จำนวนการสั่งหรือรายได้คงไม่สำคัญเท่า การที่ผลงานของผมนั้นได้อยู่ในมือของคนที่ชอบและเห็นคุณค่าของมัน.. สวัสดี
เหมือนว่าตอนนี้วิถีชีิวิตของผมจะหลุดไปจากที่เคยพอสมควร ช่วงสามเดือนมานี่ไม่ได้เขียน To do list หรือรายการสิ่งที่จะทำในแต่ละวันเหมือนก่อน ทำให้บางวันนั้นดูว่างเปล่าเกินจะจินตนาการ ผมเป็นคนที่ชอบวางแผนในแต่ละวัน ซึ่งก็มักจะทำตามแผนที่วางไว้อย่างหลวมๆ คือมีแนวทางในแต่ละวันนะ แต่จะเสร็จไม่เสร็จนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆมากมาย เพราะบางทีก็ไม่ได้ว่างทั้งวัน หรือมีเหตุการณ์อะไรเข้ามาเสมอๆ ทำให้ทำตาม To do list ไม่ได้ ซึ่งช่วงหลังๆก็เลยไม่ได้เขียนเหมือนเคย ปัจจุบันได้ค้นพบแล้วว่าถ้าผมไม่เขียน To do list ไว้บ้าง ชีวิตในแต่ละวันก็มีโอกาสล่องลอยไปตามลมฟ้าอากาศได้มากพอสมควรเลย ความขยันที่เคยมีเมื่อก่อนถูกพัดพาให้ไกลออกไปด้วยลมเย็นๆ ตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตอนนี้ผมพยายามตั้งสติและกลับมาเป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็นอีกครั้ง เพราะนอกจากงานที่กองสุมมากมายแล้วยังมีเรื่องเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อยู่อีกด้วย ใครมีอาการแบบผมแนะนำให้วางแผนชีวิตโดยเขียน To do list ไว้บ้างนะครับ แม้ว่าจะเป็นระยะสั้นแต่ก็ดีกว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลย สวัสดี
วันก่อนคิดหัวข้อเกี่ยวกับ IS ก็นึกๆไปว่าผมนั้นทำเว็บไซต์มากี่ปีแล้วนะ เพราะมันก็เกี่ยวกับเรื่องของการทำ IS ด้วยนิดหน่อยเลยต้องขุดขึ้นมาคิดบ้าง… ผมเริ่มต้นทำเว็ปไซต์มาตั้งแต่ ม.4 ปลายๆครับ ตอนนั้นก็ลองใช้พวกโปรแกรมที่เพื่อนแนะนำเช่น DreamWeaver ทำไปเรื่อยๆลองไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็หัดโดยการใช้โฮสฟรีครับ สมัยนั้นเว็ป 2.0 หรือเว็ปไซต์ที่มีระบบให้คนเข้ามาตอบโต้หรือสนทนากันได้ยังไม่แพร่หลายนักครับ ซึ่งนักออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ส่วนใหญ่ก็จะมีการพัฒนาและเขียนโค้ดกันเอาเองครับ แต่สำหรับผมนั้นทำเป็นแค่หน้าเวปเพจ .html ธรรมดาครับ ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่ามันดีสักเท่าไหร่เพราะ ยังไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต่อมาช่วงเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง จึงตัดสินใจเช่าโฮสและจดโดเมนเพื่อให้มีเว็บไซต์ของตัวเองครับ ชื่อโดเนนคือ monkeylagoon.com ส่วนเนื้่อหาในเว็ปไซต์จะเป็นเรื่องของเพลงนอกกระแสครับ สมัยนั้นผมจะฟังเพลงไม่ค่อยเหมือนคนอื่นสักเท่าไหร่ก็เลยลองทำของที่ตัวเองชอบขึ้นมา สำหรับโดเมนและโฮสอันแรก ใช้ศึกษาแค่ปีเดียวก็ไม่มีเวลาว่างแล้วเพราะ ต้องเรียน อนิเมชั่นต่อซึ่งงานเยอะมากทำให้ทิ้งงานทำเว็บไซต์ไปพักหนึ่งครับ จะเห็นว่า โดเมนแรกของผมคือ monkeylagoon.com ส่วนโดเมนที่สองคือ monkiezgrove.com ซึ่งห่างกันประมาณ 6 ปีได้ แต่มีจุดร่วมกันโดยบังเอิญคือคำว่า Monkey (Monkiez) ครับ ต้องบอกว่าบังเอิญจริงๆ ผมเองไม่ได้โปรดปรานอะไรเป็นพิเศษกับคำว่า Monkey ครับ แต่เป็นเรื่องบังเอิญที่เข้ามาในหัวเท่านั้นเอง ปัจจุบันแม้ว่าผมจะเรียนจบปริญญามาทางด้านศิลปกรรม-อนิเมชั่นแล้ว แต่งานเว็ปไซต์ก็ยังเป็นงานส่วนหนึ่งที่ผมกำลังทำและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาครับ จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้ชอบหรือหลงไหลงานเว็ปไซต์เท่าไหร่นะครับแต่ผมมองมันว่าเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการโฆษณาและเผยแพร่โดยไม่ต้องใช้เงินทุนมากครับ จนวันนี้ประสบการณ์ในการทำเวปไซต์ของผมก็น่าจะผ่านมาประมาณ 9 [...]
เวลาที่ผมมีงานหรือมีโปรเจคเข้ามา ก็มักจะบันทึกงานไว้หน้า Desktop ครับ ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรนะ แต่ผมชอบไว้ตรงนี้ มันเห็นง่ายดี แต่เวลามีหลายๆงานเข้ามารุมล้อมกัน บางทีมันก็จะเคลียไม่ค่อยทัน นั่นคืองานมันซ้อนกันหลายงานนั่นแหละครับ ทีนี้พองานเยอะๆเข้าชักจะกินที่ของหน้าจอไปเรื่อยๆละซิ สิ่งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผมจำเป็นต้องรีบเคลียงานนะ!! จริงๆเรื่องงานถ้ามันง่ายขนาดคิดก็เสร็จนี่มันคงจะไม่ยากลำบากชีวิตอะไรนัก เพราะงานของผมมักจะขึ้นกับลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหัวหน้าผมก็คือผมเอง ดังนั้นคนที่ตัดสินใจให้งานผ่านก็เหลือแค่ลูกค้าครับ ซึ่งบางทีอาจจะต้องมีรอตรวจงานกันนิดหน่อยก่อนจะส่งมอบงานสุดท้ายไป ซึ่งบางทีพอชนกันหลายๆงาน มันก็ติดอยู่หน้าจอหลายงานครับ บางทีก็ทำให้สับสนอยู่เหมือนกัน ซึ่งนิสัยผมจะยังไม่เคลียงานที่ยังไม่เสร็จครับ คือจะปล่อยไว้หน้าจออย่างนั้นจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ซึ่งอย่างทีรู้ๆกัน งานวีดีโอ งานอนิเมชั่น มันไฟด์ Output ค่อนข้างจะเยอะ บางทีถ้าไฟด์มันเยอะนักผมก็จะเอาไปเก็บในแฟ้มครับ ซึ่งก็อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ตอนเรียกใช้ละนะ… พองานเสร็จทุกอย่างจะโล่งมากๆ ผมมักตั้งหน้าจอไว้ที่สีดำเพื่อเป็นการประหยัดไฟ (คิดว่าอย่างนั้นนะ) ถ้างานเสร็จเร็วเท่าไหร่หน้าจอก็ยิ่งจะโล่ง ไฟก็จะยิ่งประหยัด ปัจจุบันผมยังใช้จอ CRT อยู่เลยครับ เพราะมันสามารถซื้อจอใหญ่ได้ในราคาเล็กๆ แต่ตอนนี้เริ่มไม่มั่นใจแล้วครับ คิดว่าถ้าจอนี้เสียอาจจะซื้อจอใหม่เป็น LCD หรือเทคโนโลยีอื่นที่ดีกว่าแทน เพราะจออันนี้ผมซื้อมาใช้ก็สี่ปีกว่าแล้วครับ (ซื้อจอมือสองมาใช้) สวัสดี